Updates

  • Project update > Steps with Theera cafe at The COMMONS Thonglor

    ความก้าวหน้า Steps with Theera ของผู้ที่มีความต้องการพิเศษ

    9 September 2020

    เนื่องด้วยเหตุการณ์การแพร่ะระบาดของเชื้อโควิด 19 ทำให้การระดมทุนจากผู้สนับสนุนต่างๆ สำหรับโครงการ Impact Campus หยุดชะงัก ตลอดจนข้อจำกัดของเงินทุนของ Steps with Theera เอง ที่ไม่เพียงพอต่อการดำเนินโครงการ Impact Campus ที่เราตั้งใจดำเนินการทั้งหมด 6 กิจกรรมในพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 2 ไร่ นั่นก็คือ ศูนย์ฝึกทักษะอาชีพ คอฟฟี่ชอป ร้านจำหน่ายสินค้ารักษ์โลก สนามเด็กเล่น ร้านล้างรถ พื้นที่สำนักงานสำหรับมูลนิธิหรือองค์กรเพื่อสังคมต่างๆ โดยทุกกิจกรรมต้องใช้เงินราว 5 ล้านบาท 

    ด้วยเหตุนี้ Steps with Theera จึงเห็นความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนโครงการให้มีขนาดและความต้องการเงินทุนที่เหมาะสมต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน คือขยายเฉพาะในส่วนพื้นที่คอฟฟี่ชอป ซึ่งต้องการเงินทุนเป็นจำนวน 600,000 บาท โดยพื้นที่จะเป็นทั้งคาเฟ่และให้ผู้ที่มีความต้องการพิเศษ เช่น ผู้ที่มีภาวะออทิสซึม ผู้ที่มีภาวะดาวน์ซินโดรม ผู้ที่มีภาวะสมาธิสั้น ได้พัฒนาคุณสมบัติในการทำงาน ได้รับการจ้างงานอย่างยั่งยืนและมีโอกาสทำประโยชน์ให้กับสังคม

    โดยพื้นที่ที่เราเลือกคือ the COMMONS ในซอยทองหล่อ ซึ่งเป็นย่านที่ผู้คนสัญจรเป็นจำนวนมาก และยังเป็นคอมมิวนิตี้มอลล์ที่เจาะกลุ่มลูกค้าซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ ทั้งคนไทยและต่างชาติ ที่ใส่ใจต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เราเชื่อว่าคนกลุ่มนี้จะเป็นกำลังสำคัญในการสื่อสารพันธกิจของเราและผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคม

    โครงการ the COMMONS เองมีความเชื่อในการนำผู้คนเข้ามาอยู่ร่วมกันเพื่อสร้างชุมชน ผู้ก่อตั้งโครงการเป็นผู้สนับสนุนความเชื่อเรื่องความเท่าเทียมเสมอภาค ตลอดจนมุ่งมั่นที่จะทำให้โครงการคงอยู่และสร้างผลกระทบอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ การมีที่ตั้งอยู่ในโครงการจะช่วยให้ผู้ฝึกของเราสามารถเข้าถึงโอกาสในการฝึกอบรมและการทำงานจากผู้ประกอบการต่างๆ ในโครงการอีกด้วย

    กำหนดการในการเปิดร้านของเราคือช่วงมกราคมปี 2564 โดยเราตั้งใจว่า Steps with Theera cafe จะเป็นสถานที่ให้โอกาสในการลงมือปฏิบัติงานจริง รองรับการฝึกทักษะอาชีพและการจ้างงานผู้ที่มีความต้องการพิเศษ 


    Read more
  • Public news

    Infoaid แพลตฟอร์มรวบรวมข้อมูลความต้องการความช่วยเหลือของโรงพยาบาลและกลุ่มเปราะบาง

    2 September 2020
    ในช่วงสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งเป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน และเกิดทั่วประเทศ ทำให้ทุกคน ทุกที่ต้องการป้องกันจากโรคระบาดนี้ ของหลายๆ อย่าง จึงขาดแคลน หาซื้อได้ยาก เราเลยเห็นองค์กร และกลุ่มต่างๆ ขอความช่วยเหลือ แจ้งความประสงค์ขอรับบริจาคสิ่งของต่างๆ ตามสื่อ Social media อยู่มากมาย

    Read more
  • Project update > EMPOWER LIFE, DRIVE SOCIAL IMPACT: supporting 3,000 disabled persons to get a job

    EMPOWER LIFE DRIVE SOCIAL IMPACT ร่วมสร้างโอกาสงานให้คนพิการ 324 คนมีงานทำ

    27 August 2020

    EMPOWER LIFE DRIVE SOCIAL IMPACT ร่วมสร้างโอกาสงานให้คนพิการ 3,000 คนทั่วประเทศ ด้วยเงิน 3 ล้านบาท ช่วยคนพิการได้มีงานทำ เพราะการให้โอกาสคนพิการ เป็นเรื่องของทุกคนในสังคม ที่พร้อมแบ่งปัน และทำให้โครงการนี้ยังคงดำเนินต่อไป

    ผลประเมินโครงการนี้ จาก TDRI พบว่า ต้องใช้งบประมาณดำเนินการประมาณ 3,000 บาท ต่อคนพิการ 1 คน

    1,000 บาทแรก มูลนิธิฯมีงบประมาณสนับสนุนจาก สสส.

    1,000 ที่สอง เราได้รับการสนับสนุนจากบริษัทที่สนับสนุน

    อีก 1,000 บาท ขอการสนับสนุนจากภาคประชาชนเพื่อช่วยกันขับเคลื่อน

    โครงการนี้มีผู้ได้รับประโยชน์ 324 คน โดยช่วงเวลาจับคู่คนพิการกับบริษัท (MATCHING) ซึ่งจะเกิดขึ้นช่วงเดือน ต.ค. - ธ.ค. 63 เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานให้เกิดการจ้างงานคนพิการเชิงสังคม ดังนั้นเมื่อดำเนินการเสร็จแล้วจะนำมารายงานอีกครั้ง



    คุณอภิชาติ การุณกรสกุล ประธานมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม


    “..เพราะเรื่องของคนพิการไม่ใช่เรื่องของใครคนใด คนหนึ่ง หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง หรือแม้กระทั้งภาครัฐเองก็ไม่สามารถขับเคลื่อนเรื่องนี้ได้โดยลำพัง โอกาสของคนพิการคือเรื่องของทุกคนที่ต้องช่วยกันสร้างให้เกิดขึ้น มูลนิธินวัตกรรมทางสังคมขอบคุณคุณทุกกำลังที่บริจาคทุนสนับสนุน นับว่าทุกท่านเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจการสร้างงานสร้างอาชีพให้คนพิการ ให้คนพิการมีงานทำ มีอาชีพ สามารถเลี้ยงดูคนที่รัก และ ส่งต่อความสุขให้สังคมต่อไป…” 

    Read more
  • Project update > กองทุนรักษาโรคลิ่มเลือดสมองอุดตัน

    การรักษาโรคหลอดเลือดสมองตีบและอุดตันในระยะเฉียบพลันรายที่ 4-6

    20 August 2020

    เรียนผู้บริจาคกองทุนรักษาโรคลิ่มเลือดสมองอุดตัน 

    การรักษาโรคหลอดเลือดสมองตีบและอุดตันในระยะเฉียบพลันมีเป้าหมายมุ่งเน้นเพื่อเปิดหลอดเลือดที่อุดตันให้เป็นปกติ เพื่อลดความเสียหายจากสมองขาดเลือด โดยนอกเหนือจากการใช้ยาสลายลิ่มเลือด (Intravenous rt-PA)แล้ว การรักษาด้วยวิธีผ่านสายสวนหลอดเลือด (Mechanical Thrombectomy) เป็นอีกวิธีหนึ่งที่มีอัตราประสบความสำเร็จมากถึง 80% และยังสามารถเพิ่มโอกาสในการรักษาผู้ป่วย โดยสามารถทำได้แม้ผู้ป่วยมีอาการมาแล้วถึง 24 ชั่วโมง ในขณะที่การรักษาด้วยยาสลายลิ่มเลือดสามารถให้ได้หลังจากที่มีอาการภายใน 4 ชั่วโมง 30 นาทีเท่านั้น

    ข้อจำกัดด้านการรักษาด้วยวิธีผ่านสายสวนหลอดเลือดมีหลายประการไม่ว่าจะเป็น สถานพยาบาลที่พร้อมรักษาด้วยวิธีนี้ยังมีน้อยในประเทศไทย หรือ การประเมินและการส่งต่อผู้ป่วยอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ แต่ที่เป็นปัญหาใหญ่สำหรับการผู้ป่วยคือ ค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาด้วยวิธีผ่านสายสวนหลอดเลือดอยู่ที่ประมาณ 100,000 – 150,000 บาท ซึ่งผู้ป่วยในสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า จะไม่มีสิทธิในการรักษาด้วยวิธีนี้ ส่งผลต่อการตัดสินใจต่อแผนการรักษาทั้งตัวผู้ป่วยและสถานพยาบาล

    นับตั้งแต่ที่ได้มีการจัดตั้งกองทุนรักษาโรคลิ่มเลือดสมอง เทใจดอทคอม ทำให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอุดตันในทุกสิทธิของเขตสุขภาพที่ 6 (ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี จันทบุรี ระยอง และตราด) หากจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยวิธีผ่านสายสวนหลอดเลือด (ที่ส่งต่อยังสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข) จะใช้เงินจากกองทุนเทใจนี้ร่วมชำระค่ารักษาเพื่อไม่ให้เป็นภาระของผู้ป่วยมากเกินไป ส่งผลให้ทุกโรงพยาบาลในภาคตะวันออกขยายระยะเวลา Stroke Fast Tack เป็น 24 ชั่วโมง (จากเดิม 4 ชั่วโมง 30 นาที) เพื่อเพิ่มโอกาสการรักษาผู้ป่วยให้มากขึ้น และปรับแผนการรักษาผู้ป่วยใหม่เพื่อรองรับการรักษาด้วยวิธีผ่านสายสวนหลอดเลือด ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสเข้าถึงบริการได้มากขึ้นอย่างเท่าเทียมกัน

    ปัจจุบัน มีผู้ป่วยที่ได้รับการช่วยเหลือจากกองทุนรักษาโรคลิ่มเลือดสมอง รวม 6 ราย เป็นเงิน 549,660 บาท ผลการรักษาจากการติดตามที่ 3 เดือน ผู้ป่วย 83.3 % มีการฟื้นตัวที่ดีขึ้น ลดภาวะพึ่งพิง มีภาวะสุขภาพจิตที่ดี มีกำลังใจในการฟื้นฟูร่างกายต่อไป ข้าพเจ้าในฐานะตัวแทนของบุคลากรสาขาโรคหลอดเลือดสมองเขตสุขภาพที่ 6 ทุกคน ขอพระขอบคุณผู้มีบริจาคทุกท่าน , นพ.เขตต์ ศรีประทักษ์ ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ เขตสุขภาพที่ 6 และเทใจดอทคอม ที่ช่วยผลักดันโครงการที่เป็นประโยชน์นี้เพื่อผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองของภาคตะวันออกทุกคน

    ผู้ป่วยผ่าตัดรายที่ 4

    ผู้ป่วยหญิง อายุ 58 ปี ส่งต่อจากจังหวัดสมุทรปราการ วันที่ 5 เมษายน 2563 ด้วยอาการแขนขาด้านขวาอ่อนแรง 6 ชั่วโมงก่อนมาโรงพยาบาล แรกรับที่จ.สมุทรปราการ แพทย์ได้ประเมินแล้วว่าเป็นลักษณะของหลอดเลือดแดงด้านซ้ายขนาดใหญ่อุดตัน (left middle cerebral artery infarction) แต่เนื่องด้วยระยะเวลาเกิน 4 ชั่วโมง 30 นาที ไม่สามารถให้ยาสลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำได้ แต่ยังมีโอกาสในการรักษาด้วยวิธีผ่านสายสวนหลอดเลือดจึงได้ประสานสถานบันประสาทวิทยาเพื่อส่งต่อผู้ป่วย ณ สถาบันประสาทวิทยา แพทย์ได้ทำการประเมินผู้ป่วยอีกครั้ง และเห็นว่าการผ่าตัดสามารถมีประโยชน์ จึงได้ทำการรักษาด้วยวิธีผ่านสายสวนหลอดเลือด ผลการผ่าตัดประสบด้วยดี สามารถลากลิ่มเลือดออกได้ เมื่อติดตามผู้ป่วยหลังผ่าตัดมีการฟื้นตัวที่ดี แขนขาด้านขวามีแรงมากขึ้น ยกได้มากขึ้น ความสำเร็จและจากการติดตามที่ 3 เดือน ผู้ป่วยสามารถเดินได้เองโดยไม่ต้องใช้เครื่องช่วยพยุง แม้จะมีแขนขาอ่อนแรงอยู่แต่สามารถช่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจำวันได้ ค่าใช้จ่ายในการทำหัตถการของผู้ป่วยซึ่งเบิกไม่ได้ตามระเบียบเป็นเงิน 52,140 บาท ผู้ป่วยสามารถร่วมจ่ายได้เป็นเงิน 10,000 บาท ใช้เงินจากกองทุนรักษาโรคลิ่มเลือดสมอง 42,140 บาท

    ผู้ป่วยผ่าตัดรายที่ 5

    ผู้ป่วยชาย 40 ปี ส่งต่อจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ด้วยอาการแขนขาด้านซ้ายอ่อนแรง ลิ้นแข็งพูดไม่ชัด ขณะเดินเข้าห้องน้ำ 3 ชั่วโมงก่อนมาโรงพยาบาล (3.00 น. 4 สิงหาคม 2563) เข้ารับการรักษาที่รพ.พุทธโสธร จ.ฉะเชิงเทรา แพทย์ประเมินอาการและให้ยาสลายลิ่มเลือด แต่เนื่องจากผู้ป่วยมีลักษณะของการอุดตันหลอดเลือดแดงสมองขนาดใหญ่ (right middle cerebral artery) มีโอกาสที่จะได้รับการรักษาด้วยวิธีลากลิ่มเลือด จึงได้ประสานสถาบันประสาทวิทยาเพื่อส่งต่อ ณ สถาบันประสาทวิทยา แพทย์ได้ประเมินอาการซ้ำปรากฏว่าผู้ป่วยยังไม่สามารถขยับแขนขาด้านซ้ายได้ เนื่องจากล้มเหลวจากการเปิดหลอดเลือดด้วยยาสลายลิ่มเลือด แพทย์จึงได้รักษาด้วยวิธีลากลิ่มเลือดในวันที่ 4 สิงหาคม 2563 ผลการรักษาประสบความสำเร็จ สามารถลากลิ่มเลือดออกมาได้ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการแขนขาด้านซ้ายมีแรงมากขึ้น ยกยืนได้ แต่ยังไม่สามารถเดินได้เอง แพทย์ได้ปรึกษาเวชศาสตร์ฟื้นฟูเพื่อเตรียมผู้ป่วยฟื้นฟูในระยะต่อไป ผู้ป่วยรายนี้มีค่าใช้จ่ายที่นอกเหนือสิทธิ 140,200 บาท ผู้ป่วยร่วมชำระ 15,000 บาท ใช้เงินกองทุนรักษาโรคลิ่มเลือดสมองทดแทน 125,200 บาท

    ผู้ป่วยผ่าตัดรายที่ 6

    ผู้ป่วยชายอายุ 65 ปี วันที่ 8 สิงหาคม 2563 14.00 น อาการยังเป็นปกติ จากนั้นญาติไปพบผู้ป่วยนอนซึมลงไม่พูด มีอาการแขนขาด้านขวาอ่อนแรง เข้ารักษาที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี เมื่อเวลา 17.00 น. แพทย์ประเมินแล้วพบเป็นหลอดเลือดแดงด้านซ้ายขนาดใหญ่อุดตัน (left middle cerebral artery) ทำให้ผู้ป่วยมีอาการแขนขาด้านขวาอ่อนแรง และพูดไม่ได้ แพทย์ได้ให้ยาสลายลิ่มเลือดและส่งต่อสถาบันประสาทวิทยาเพื่อพิจารณาการรักษาด้วยวิธีลากลิ่มเลือด แพทย์ที่สถาบันประสาทวิทยาได้ประเมินอาการผู้ป่วยซ้ำอีกครั้ง และได้ทำการรักษาด้วยวิธีลากลิ่มเลือดเมื่อเวลา 2.00 น. วันที่ 9 สิงหาคม 2563 ผลการรักษาประสบความสำเร็จสามารถลากลิ่มเลือดออกมาได้เป็นจำนวนมาก (ดังรูป) ส่งผลให้ผู้ป่วยมีการฟื้นตัวที่ดี แขนขาด้านขวากลับมายกได้แม้อ่อนแรงเล็กน้อย สามารถพูดได้แต่ยังมีอาการลิ้นแข็งพูดไม่ชัดเล็กน้อย ขณะนี้ส่งผู้ป่วยกลับมาฟื้นฟูต่อที่จังหวัดปราจีนบุรีได้อย่างปลอดภัย ผู้ป่วยรายนี้มีค่าใช้จ่ายที่นอกเหนือสิทธิ 38,390 บาท ผู้ป่วยร่วมชำระ 5,390 บาท ใช้เงินกองทุนรักษาโรคลิ่มเลือดสมองทดแทน 33,000 บาท


    Read more
  • Project update > P&G #WeStrong fundraising program from P&G Thailand employees to purchase protective equipment for Thai medical staffs

    P&G ส่งมอบถุงมือทางการแพทย์และอุปกรณ์อื่นๆ ให้กระทรวงสาธารณสุข

    4 August 2020

    พิธีการส่งมอบบริจาคอุปกรณ์ PPE สำหรับบุคลากรแก่กระทรวงสาธารณสุข โดยบริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล ประเทศไทย (P&G) ได้เสร็จสิ้นเรียบร้อยเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2563 โดยมีผู้แทนจากกระทรวงสาธารณสุข นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้รับมอบจาก นายนิติน ดาร์บาริ รองประธานและผู้จัดการทั่วไป บริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล ประเทศไทย ส่วนที่ได้รับบริจาคจากจากพนักงานผ่านเทใจดอทคอม ยอด 100,000 บาท ซึ่งได้นำไปจัดซื้อถุงมือแพทย์และรวมสมทบกับอุปกรณ์อื่นๆ อาทิ ชุดสำหรับแพทย์ หน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์ทำความสะอาด ที่จัดซื้อโดยตรงของบริษัทอีกรวมทั้งหมดเป็นยอด 3 ล้านบาท


    Read more
  • Project update > Mask to School

    ความคืบหน้าโครงการ Mask to school

    21 July 2020

    จากเป้าหมายของโครงการเดิมที่ต้องการมอบหน้ากากผ้าให้เด็ก 3,300 ชิ้น 5 โรงเรียน แต่ในระหว่างที่เปิดระดมทุนมีผู้ใจดีร่วมสนับสนุนโครงการจากภายนอกเพิ่ม ทำให้โครงการสำเร็จและสามารถผลิตได้จำนวนหน้ากากผ้าเกินเป้าหมายมากถึง 9,540 ชิ้น ทำให้โครงการสามารถขยายโรงเรียนที่ช่วยได้เพิ่มอีก 4 โรงเรียนค่ะ สรุปเงินระดมทุนที่ได้รับทั้งหมด 276,332.38 บาท แบ่งเป็นจากเทใจ 37,820 บาท และผู้สนับสนุนใจดีจากภายนอก 204,474.38 บาท ตอนนี้ทางโครงการกำลังดำเนินการผลิตหน้ากากอยู่ โดยจะแจกให้เด็กได้ 4,770 คน คนละ 2 ชิ้นค่ะ

    รายชื่อโรงเรียนที่จะนำหน้ากากผ้าไปแจก มีดังนี้

    โรงเรียนหมายเหตุ
    1. โรงเรียนธรรมจาริณีวิทยา (จ.ราชบุรี)
    2.โรงเรียนวัดสระแก้ว (รุ่งโรจน์ธนกุลอุปถัมภ์) (จ.อ่างทอง)
    3.โรงเรียนบางเสด็จวิทยา (จ.อ่างทอง)
    4.โรงเรียนวรดิตถ์วิทยาประสูทน์ (จ.อ่างทอง)
    5.โรงเรียนวัดท่ากุ่ม (จ.สุพรรณบุรี)
    6.โรงเรียนเทศบาลวัดโบสถ์วรดิตถ์ (จ.อ่างทอง)โรงเรียนเพิ่มเติม
    7.โรงเรียนทุ่งเหียงพิทยาคม (จ.ชลบุรี) โรงเรียนเพิ่มเติม
    8.โรงเรียนวัดทุ่งเหียง (จ.ชลบุรี)โรงเรียนเพิ่มเติม
    9.โรงเรียน ตชด. 16 แห่งโรงเรียนเพิ่มเติม

    หากผลิตเสร็จและทำการส่งมอบจะนำภาพมาฝากอีกครั้ง ขอขอบคุณผู้ใจดีทุกคนค่ะ

    Read more
  • Project update > thermoscan

    ปิดโครงการส่งมอบชุดเทอร์โมสแกน

    21 July 2020

    เทใจร่วมกับโครงการเด็กไทยแก้มใส ส่งมอบชุดเทอร์โมสแกน จากการเปิดรับการสนับสนุนของประชาชนเพื่อส่งมอบให้กับโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนอีก 25 เครื่อง โดย 20 เครื่องเป็นเงินจัดซื้อจากการบริจาค และอีก 5 เครื่องทางเพจ Help the Helpers ความดีส่งต่อได้ ร่วมมอบให้ในครั้งนี้

    อย่างไรก็ตามกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนยังได้รับมอบเครื่องเทอร์โมสแกนอีก 162 เครื่องทำให้โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนมี เทอร์โมสแกนครบแล้วทั้ง 220 โรงเรียน ส่วน 25 เครื่องที่มอบให้วันนี้ทางตชด.จะมอบให้กับโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนเกิน 150 คน

    อนึ่งสำหรับเงินที่เหลือในโครงการขอนำมอบให้โครงการอื่นๆ เพื่อจัดซื้อเครื่องป้องกันสำหรับเด็กๆในโรงเรียนต่อไป

    Read more
  • Project update > MIGRANTS LEARNING CENTER

    จัด 10 กิจกรรม ให้ความรู้สิทธิมนุษยชน และสุขภาวะ แก่เด็กและผู้ปกครอง

    20 July 2020

    กิจกรรมที่ 1 เวทีประชุมสร้างความเข้าใจกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับเด็กผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติ และแนวทางการจัดการศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติในชุมชน เมื่อวันที่ 30 – 31 มกราคม พ.ศ.2563 เวลา 09.00 – 15.00 น. ณ ห้องประชุมรู้รักสามัคคี ที่ว่าการอำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช

    ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ : แกนนำอาสาสมัครแรงงานข้ามชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติในพื้นที่อำเภอขนอม จำนวน 45 คน โดยมีการจัดการประชุม 2 วัน คือวันที่ 30 มกราคม 2563 เป็นการประชุม เพื่อวางแผนและเตรียมงานประชุม มีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งสิ้น 16 คน และวันที่ 31 มกราคม 2563 มีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม พ่อแม่ผู้ปกครองเด็กและแกนนำอาสาสมัครแรงงานข้ามชาติ รวมทั้งสิ้น 32 คน

    สิ่งที่ได้ผล/เกิดการเปลี่ยนแปลง : ผู้เข้าร่วมมาจากหน่วยงานทั้งฝ่ายการศึกษา โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก กศน. ฝ่ายงานด้านการปกครอง ผู้บังคับใช้กฎหมาย ฝ่ายงานบริการด้านสุขภาพ โรงพยาบาล ผู้ประกอบการแพปลา สมาคมประมงอำเภอขนอม ได้ทำความเข้าใจถึงการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติร่วมกัน และได้รับรู้ถึงภาระกิจงานของแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติ ทำให้เห็นถึงช่องทางการหนุนเสริม ที่แต่ละหน่วยงานจะให้ความร่วมมือในการทำงานร่วมกัน ทุกหน่วยงานให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการให้ข้อเสนอแนะในเรื่องการบริหารจัดการศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติ และการจัดการหลักสูตรการเรียนการสอน ทักษะชีวิตและการรับรองวุฒิบัตรเมื่อเรียนจบ ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งที่จะช่วยสร้างแรงจูงใจให้ผู้ปกครองสนับสนุนให้เด็กได้เรียนเพิ่มมากขึ้น รวมถึงความร่วมมือในการส่งต่อเด็กที่มีความต้องการเข้าสู่การเรียนในระบบ และนอกระบบซึ่งทาง กศน.อำเภอขนอมได้นำหลักสูตรการเรียนการสอนและทักษะชีวิตที่มีอยู่มาพัฒนาให้เข้ากับบริบทและวิถีชีวิตของเด็กผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติ ในเวทีมีข้อเสนอถึงการจัดเวทีพูดคุยเพื่อหาความร่วมมือในเรื่องการศึกษาเด็กผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติโดยเฉพาะร่วมกัน เพื่อจะได้ลงรายละเอียดในการทำงานให้ชัดเจนขึ้น รวมถึงการเสนอให้จัดทำข้อมูลData base เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลก่อนเริ่มโครงการ จะได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงว่าจะเป็นอย่างไร เพื่อเป็นบทเรียนและรูปแบบการทำงานในอำเภอขนอม (ขนอมโมเดล) ในส่วนของผู้ปกครองและอาสาสมัครแรงงานข้ามชาติ ที่เข้าร่วมประชุม มีความพึงพอใจและมีความหวัง พลังใจในการที่จะขับเคลื่อนงานศูนย์เด็กฯ โดยมีภาคีเครือข่ายในพื้นที่ให้การสนับสนุน การประชุมร่วมกันทำให้ทุกฝ่ายได้รับฟังเสียงและความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เป็นการลดช่องว่างในการเชื่อมต่องานกับภาคีเครือข่าย และทำให้ผู้เข้าร่วมได้ทำความรู้จักกันและมีสัมพันธภาพอันดีต่อกัน จะช่วยเอื้อต่อการประสานงานในการดำเนินงานโครงการได้ดีต่อไปในอนาคต

    กิจกรรมที่ 2 ประสานและประชุมหารือเรื่องการศึกษาศูนย์การเรียนฯ กับผู้ปกครองแกนนำแรงงานข้ามชาติ เมื่อวันที่ 15-16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2563 ณ ศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติ อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช

    ผู้ได้รับผลประโยชน์ : พ่อแม่ผู้ปกครอง อาสาสมัคร โดยวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ผู้เข้าร่วม 13 คน และวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ผู้เข้าร่วม 13 คน รวมทั้งสิ้น 26 คน

    สิ่งที่ได้ผล/เกิดการเปลี่ยนแปลง : ผู้ปกครองและแกนนำอาสาสมัครเกิดการร่วมกลุ่มปรึกษาหารือร่วมกันถึงแนวทางการจัดการศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติใน 3 เรื่อง คือ

    1. การสร้างความตระหนักให้กับผู้ปกครองในเรื่องการศึกษาลูกหลานแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะเห็นความสำคัญถึงอนาคตของเด็ก เด็กผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติในชุมชนที่ไม่เข้าสู่ระบบการศึกษาทั้งในและนอกระบบ มีความสุ่มเสี่ยงที่จะเป็นแรงงานเด็ก และอยู่เพียงลำพังในบ้านพักที่ไม่ปลอดภัย จะต้องทำการประชาสัมพันธ์ผ่านผู้ปกครองและแกนนำอาสาสมัครเพื่อสร้างความตระหนักในเรื่องการศึกษาและส่งลูกหลานเข้ามาเรียนที่ศูนย์การเรียนรู้สำหรับเด็กข้ามชาติ ที่สอนโดยครูเมียนมาร์และได้เรียนตามแบบเรียนของการศึกษาของเมียนมาร์ แม้จะยังไม่มีวุฒิบัตรรับรองแต่การส่งลูกหลานเข้ามาเรียนก็จะทำให้เด็กสามารถอ่านออกเขียนได้ในภาษาของตนเองได้
    2. การทำความเข้าใจกับผู้ปกครองที่ส่งลูกเรียนในระบบการศึกษาของไทย ให้เห็นความสำคัญของภาษาของตนเอง หากต้องกลับไปอยู่ที่ประเทศต้นทาง แต่ไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ในภาษาของตนเอง เด็กจะใช้ชีวิตอยู่บนความยากลำบาก เพื่อให้ผู้ปกครองส่งลูกมาเรียนภาษาพม่าที่ศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติอำเภอขนอมในช่วงปิดภาคเรียนเดือนเมษายน หรือแม้หากเด็กต้องออกจากระบบโรงเรียนของไทย ซึ่งอาจมีปัจจัยมากมายที่ไม่เอื้อให้พวกเขาไปต่อได้ เด็กก็จะมีทางเลือกทางการศึกษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับพวกเขาได้ในอนาคต
    3. การบริหารจัดการศูนย์การเรียนรู้ฯ และการระดมทุนให้ศูนย์ฯ ยังคงอยู่ได้อย่างยั่งยืน จะทำอย่างไร ซึ่งผู้ปกครองและแกนนำอาสาสมัครยังขาดทักษะและวิธีการที่จะปฏิบัติ จึงเสนอความต้องการที่จะไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้และศึกษาถึงวิธีการของศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติอื่นๆ ที่สามารถจัดการศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติได้ เพื่อที่จะนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทในชุมชนอำเภอขนอม

    กิจกรรมที่ 3 การศึกษาดูงานรูปแบบการจัดการศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2563 โดยได้ดูงาน 2 แห่ง ในอำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี คือ ศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติวัดโพหวาย ตำบลบางกุ้งและศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติวัดสมหวัง ตำบลวัดประดู่

    ผู้ได้รับผลประโยชน์ : ผู้ปกครองและแกนนำอาสาสมัคร จำนวน 10 คน

    สิ่งที่ได้ผล/เกิดการเปลี่ยนแปลง : สรุปการศึกษาดูงานทั้ง 2 แห่ง ความคิดเห็นของผู้ปกครองและแกนนำอาสาสมัคร มองว่าศูนย์การเรียนฯ วัดโพหวายจะมีต้นทุนและความช่วยเหลือจากคนที่มีกำลังและมีเครดิตทางสังคมค่อนข้างมาก ซึ่งห่างไกลจากศูนย์การเรียนฯ อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช แต่ให้ความสนใจศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติวัดสมหวังมาก เพราะมีบริบทใกล้เคียงกัน ทำให้ผู้ปกครองและแกนนำอาสาสมัครรู้สึกมีพลังใจและมีความหวังที่จะนำแนวทางของศูนย์ฯวัดสมหวังมาลองปรับใช้ในพื้นที่ โดยมีแผนในเรื่องการเก็บข้อมูลความต้องการด้านการศึกษาของผู้ปกครองแรงงานข้ามชาติ และการประชาสัมพันธ์ศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติอำเภอขนอมให้เป็นที่รู้จักในชุมชน โดยอยากให้ทางเจ้าหน้าที่โครงการฯมูลนิธิรักษ์ไทยหนุนเสริมในเรื่องทักษะต่างๆ ทั้งเรื่องวิธีการเก็บข้อมูล การวางแผนประชาสัมพันธ์กับผู้ปกครองเพื่อให้ส่งเด็กมาเรียน และทักษะการระดมทุน รวมถึงในเรื่องการบริหารจัดการในเรื่องการเงิน รวมถึงการผลักดันให้เด็กและครูไปสอบวัดระดับการศึกษาที่ประเทศต้นทาง และจะได้รับวุฒิบัตรเมื่อเรียนจบ ซึ่งจะเป็นสิ่งที่จะจูงใจให้ผู้ปกครองอยากส่งลูกหลานมาเรียน และในเรื่องการอบรมพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการและครูผู้สอนก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ผู้ปกครองและชุมชนเกิดความมั่นใจและเชื่อมั่นในศูนย์การเรียนฯแห่งนี้ และต้องสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนให้มากยิ่งขึ้นเช่นกัน

    กิจกรรมที่ 4 กิจกรรมประชุมหารือเรื่องการบริหารจัดการศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติในช่วงสถานการณ์โควิด-19 จัดขึ้นในวันที่ 13-14 เมษายน พ.ศ.2563 ณ ศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติ อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช

    ผู้ได้รับผลประโยชน์ : ผู้ปกครองและแกนนำอาสาสมัครแรงงานข้ามชาติ วันที่ 13 เมษายน ผู้เข้าร่วม 11 คน และวันที่ 14 เมษายน ผู้เข้าร่วม 8 คน ซึ่งมีคนเก่า 5 คน และคนใหม่ที่เข้ามาร่วมประชุม 6 คน และเจ้าหน้าที่มูลนิธิรักษ์ไทย 2 คน

    สิ่งที่ได้ผล/เกิดการเปลี่ยนแปลง : ร่วมกันกำหนดทิศทางในการบริหารจัดการศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 รวมถึงหาแนวทางการป้องกันการติดเชื้อฯและหาแนวทางการแก้ไขต่างๆ ร่วมกันในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินนี้

    กิจกรรมที่ 5 อบรมทักษะชีวิตเด็ก สิทธิเด็ก สำหรับเด็กข้ามชาติในชุมชน ในวันที่ 15-16 เมษายน พ.ศ.2563 ณ ศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติอำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช

    ผู้ได้รับผลประโยชน์ : เด็กผู้ติดตามแรงงานช้ามชาติ จำนวน 32 คน เป็นชาย 17 คน หญิง 15 คน โดยอบรมในศูนย์การเรียนฯ เด็กข้ามชาติที่มีเด็กมารวมตัวกัน แต่เน้นการเว้นระยะห่างในช่วงอบรม

    สิ่งที่ได้ผล/เกิดการเปลี่ยนแปลง : เด็กผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติมีความตระหนักในเรื่องการดูแลสุขภาพ และมีความรู้และการป้องกันไวรัสโควิด-19 ที่ถูกต้อง รวมถึงได้รับรู้ถึงสิทธิเด็กขั้นพื้นฐานที่ตนเอง มีทั้งรายเก่าและรายใหม่ ในส่วนของรายเก่าจะทำการทบทวนข้อมูลความรู้ที่เคยผ่านการอบรม และให้ความรู้กับรายใหม่ให้มีความเข้าใจและตระหนักถึงการป้องกัน เพราะยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม ไม่เว้นระยะห่าง

    กิจกรรมที่ 6 โมบายความรู้เคลื่อนที่อบรมให้ความรู้และสร้างความตระหนักในเรื่องสุขภาวะสำหรับผู้ปกครองแรงงานข้ามชาติ ในวันที่ 18-20 เมษายน พ.ศ.2563 ที่ห้องพักแพปลาในอำเภอขนอม

    ผู้ได้รับผลประโยชน์ : จำนวน 58 คน เป็นชาย 24 คน เป็นหญิง 34 คน เป็นแรงงานข้ามชาติ 49 คน เป็นคนไทย 7 คน

    สิ่งที่ได้ผล/เกิดการเปลี่ยนแปลง : ผู้ปกครองแรงงานข้ามชาติและคนไทยในชุมชนยังเข้าไม่ถึงข้อมูลความรู้ในเรื่องโควิด-19 ได้ชัดเจน รู้แต่ว่ามีการระบาด แต่ก็ยังใช้ชีวิตปกติ หลายคนจะใส่หน้ากากอนามัยเฉพาะเวลาออกจากบ้านเพราะกลัวถูกตำรวจจับ ไม่ได้กลัวติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และยังไม่รู้วิธีการล้างมือที่ถูกต้อง หลายคนยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม ไม่เว้นระยะห่าง เนื่องจากสื่อต่างๆ ที่ประกาศให้เฝ้าระวังหรือการป้องกันไม่มีภาษาแรงงานข้ามชาติ พม่า มอญ การจัดกิจกรรมให้ความรู้โดยใช้สื่อที่เป็นภาษาพม่าและมีล่ามช่วยแปลภาษาเพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่องการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ทำให้แรงงานข้ามชาติมีข้อมูลและทักษะในการป้องกันเพิ่มมากขึ้น เริ่มให้ความสนใจในเรื่องการป้องกันไวรัสโควิด-19 เพราะเป็นสถานการณ์ที่ทุกคนต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด รวมถึงได้มีการแจกหน้ากากผ้า สบู่ ที่ได้รับจากโครงการ นธส.และผู้บริจาคต่างๆ ทำให้แรงงานมีความพึงพอใจมาก เพราะหน้ากากแพงและมีแค่คนละ 1 ชิ้น โดยแกนนำอาสาสมัครเด็กเป็นผู้ช่วยในการอบรมในครั้งนี้ ช่วยให้ข้อมูลเรื่องโควิด-19 ร่วมกัน และให้ข้อมูลการล้างมือและการใช้ผ้าปิดปากได้อย่างถูกต้อง

    กิจกรรมที่ 7 โมบายความรู้เคลื่อนที่ทักษะชีวิตเด็ก สิทธิเด็ก สำหรับเด็กข้ามชาติในชุมชน ในวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ.2563 ณ ชุมชนที่พักแรงงานข้ามชาติ อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช อบรมให้ความรู้ในเรื่องการดูแลสุขภาพในช่วงCOVID-19 และสิทธิเด็กขั้นพื้นฐาน

    ผู้ได้รับผลประโยชน์ : เด็กผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติจำนวน 20 คน เป็นชาย 15 คน เป็นหญิง 5 คน อบรมตามแพห้องพักของเด็กๆ แบบกลุ่มย่อย เนื่องจากสถานการณ์โควิด ลดความเสี่ยงในการรวมตัว

    สิ่งที่ได้ผล/เกิดการเปลี่ยนแปลง : ให้ความรู้ในเรื่องการป้องกันCOVID-19 โดยเฉพาะการป้องกันที่ง่ายและประหยัดที่สุดคือการล้างมือ และการใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ ให้เด็กๆ มีความตระหนักและให้ความสำคัญไม่ประมาท เพราะเด็กๆ ส่วนใหญ่ในชุมชนยังเล่นกันเป็นกลุ่มไม่เว้นระยะห่าง เนื่องจากความเป็นเด็กและผู้ใหญ่เองก็เห็นว่าสถานการณ์เบาบางลง จึงไม่ให้ความสำคัญมากนัก การอบรมในครั้งนี้จึงเป็นการกระตุ้นเตือนให้เด็กๆ มีความระมัดระวังปกป้องตนเอง การสวมใส่หน้ากากอนามัย การล้างมือบ่อยๆ และการเว้นระยะห่าง มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องสุขภาวะ อีกทั้งเชื่อมโยงในการชวนคุยในเรื่องสิทธิเด็ก โดยเฉพาะสิทธิในด้านสุขภาพ หากเกิดเจ็บป่วยไม่สบายจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร และเข้าสู่กระบวนการรักษาสถานบริการโรงพยาบาลตามสิทธิอย่างไร เพราะสิทธิด้านสุขภาพเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนจะต้องได้รับอย่างเท่าเทียมกัน

    กิจกรรมที่ 8 อบรมความรู้ทักษะชีวิตเด็ก สุขภาวะ ในศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติสำหรับเด็กข้ามชาติ

    ในวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ.2563 ณ ศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติ อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช อบรมให้ความรู้ในเรื่องการดูแลสุขภาพในช่วงCOVID-19 การล้างมือที่ถูกวิธีเพื่อป้องกันCOVID-19 และสิทธิเด็กขั้นพื้นฐานโดยเฉพาะสิทธิด้านสุขภาพ

    ผู้ได้รับผลประโยชน์ : เด็กผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติจำนวน 20 คน เป็นชาย 10 คน เป็นหญิง 10 คน

    สิ่งที่ได้ผล/เกิดการเปลี่ยนแปลง : การจัดกิจกรรมอบรมในศูนย์การเรียนฯ เป็นการจัดกิจกรรมที่สืบเนื่องจากวันนี้คุณครูได้นัดเด็กมาพบกันเพื่อเข้ามาแลกเปลี่ยนสถานการณ์COVID-19 ที่ผ่านมา เป็นการติดตามเด็กไปด้วย เพื่อไม่ให้เด็กหายไปจากระบบการเรียนของศูนย์ เพราะโรงเรียนได้ปิดตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน และถือโอกาสมาทบทวนการเรียนกัน ซึ่งเด็กที่เข้ามาร่วมมีทั้งเด็กที่ปัจจุบันกำลังเรียนอยู่ในศูนย์ฯ และเด็กที่เคยเรียนและออกไปเรียนต่อในระบบ รวมถึงเด็กที่อยู่บ้านไม่ได้เรียน แต่ช่วงนี้เป็นช่วงที่เด็กทุกคนอยู่บ้าน ปิดภาคเรียน เมื่อมีกิจกรรมที่ศูนย์ฯ จึงเข้ามาร่วมกิจกรรม จึงทำให้วันนี้เด็กๆ มีความสุขที่ได้พบเพื่อนเก่าๆ ที่เคยเรียนด้วยกัน รวมถึงวันนี้ทางมูลนิธิรักษ์ไทยได้จัดกิจกรรมอบรมร่วมด้วย และที่เด็กๆ ชอบที่สุดคือกิจกรรมช่วยกันกรอกแอลกอฮอล์สำหรับล้างมือใส่ขวดและทุกคนได้รับกลับไปใช้ที่บ้าน ทำให้รู้สึกดีใจที่ได้รับของที่ทำด้วยมือของตนเองไปใช้เอง อีกทั้งยังมีทีมสมาคมสื่อชุมชนภาคใต้เข้าไปถ่ายทำคลิปวีดีโอและสัมภาษณ์เด็กๆ เครือข่ายคนทำงานเยาวชนโครงการ สสส.เข้ามาเยี่ยมเยือนเด็กๆ จึงทำให้กิจกรรมวันนี้คึกคักมาก เด็กๆ ตื่นเต้นและสนุกในการทำกิจกรรม มีเด็กหลายคนมีความเปลี่ยนแปลงจากที่ไม่ค่อยมีความมั่นใจไม่กล้า

    กิจกรรมที่ 9 โมบายความรู้เคลื่อนที่อบรมให้ความรู้และสร้างความตระหนักในเรื่องสุขภาวะสำหรับผู้ปกครองแรงงานข้ามชาติ ในวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ.2563 ณ ห้องพักแพปลาในอำเภอขนอม จ.นครศรีธรรมราช

    ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ : ผู้ปกครองแรงงานข้ามชาติเมียนมาร์ จำนวน 22 คน เป็นชาย 3 คน เป็นหญิง 19 คน มีรายเก่าที่เคยผ่านการอบรมCOVID-19 แล้ว 3 ราย และรายใหม่ 19 ราย

    สิ่งที่ได้ผล/เกิดการเปลี่ยนแปลง : แรงงานข้ามชาติได้รับความรู้ในเรื่องการดูแลสุขภาพและการป้องกันที่ถูกต้องในเรื่องการป้องกันโควิด-19 รู้ถึงสิทธิสุขภาพขั้นพื้นฐานที่ควรจะได้รับ โดยใช้สื่อที่เป็นภาษาพม่าและมีล่ามช่วยแปลภาษาเพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่องการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ทำให้แรงงานข้ามชาติมีข้อมูลและทักษะในการป้องกันเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งการลงพื้นที่โมบายให้ความรู้ตามที่พักแรงงานข้ามชาติ ทำให้เกิดสัมพันธภาพที่ดี ได้โอกาสในการคุยในเรื่องของการจัดการเรียนรู้ของเด็กข้ามชาติลูกหลานของพวกเขา ทำให้ผู้ปกครองบางรายที่ยังไม่นำลูกเข้าสู่ระบบการศึกษาเกิดความต้องการให้ลูกได้เรียน จึงทำให้เห็นว่าการสร้างความไว้วางใจก็เป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ปกครองจะส่งลูกเข้าเรียนที่ศูนย์การเรียนฯ ได้

    กิจกรรมที่ 10 อบรมทักษะชีวิตเด็กในเรื่องสุขภาวะ อนามัยเจริญพันธ์ การปกป้องตนเองไม่ตกเป็นเหยื่อหรือถูกละเมิด ในวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2563 ณ ศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติ อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช

    ผู้ได้รับผลประโยชน์: เด็กผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติจำนวน 22 คน เป็นชาย 14 คน เป็นหญิง 8 คน

    สิ่งที่ได้ผล/เกิดการเปลี่ยนแปลง: เด็กผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องอนามัยเจริญพันธ์ ทักษะการปกป้องตนเองไม่ตกเป็นเหยื่อหรือถูกละเมิด ไม่ให้ถูกอนาจารหรือความรุนแรงทางเพศทั้งผู้ชายและผู้หญิง เนื่องจากเด็กๆ หลายคนเริ่มเข้าสู่วัยที่เกิดสัญญานของการเป็นหนุ่มเป็นสาว จึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้ความรู้ในเรื่องการดูแลสุขภาพทางเพศทางสรีระที่ถูกต้อง สุขอนามัยความสะอาด และการท้องไม่พร้อม

    สัมภาษณ์เด็กที่ได้รับประโยชน์


    ดช.วันทา(น้องสามสิบ)
    อายุ 14 ปี

    น้องสามสิบเคยเรียนที่ศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติอำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ตั้งแต่ตอนอายุ 9-12 ปี และปัจจุบันได้เข้าเรียนที่โรงเรียนวัดกระดังงา อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นโรงเรียนของภาครัฐ แต่เขาจะแวะเวียนมาที่ศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติเกือบทุกวัน และไม่เคยพลาดทุกกิจกรรมที่มูลนิธิรักษ์ไทยจัด

    คำถาม : อะไรที่ทำให้รู้ประทับใจกับศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติแห่งนี้ ?

    น้องสามสิบ : ที่นี่มีเพื่อนๆ ที่พูดภาษาเดียวกัน ได้ทำกิจกรรมด้วยกัน สนุกดี กลับจากโรงเรียนหนูก็มารดน้ำต้นไม้ให้ศูนย์ฯเกือบทุกวัน บ้านอยู่ใกล้ด้วย เดินมาได้ปลอดภัย เวลาพี่ๆรักษ์ไทยมาทำกิจกรรมอะไรก็อยากมาร่วม บางทีเวลาพี่เขามาทำกิจกรรมหรือมาอบรมให้ความรู้ที่ศูนย์ฯ ก็ให้หนูช่วยเป็นล่ามให้ด้วย เพราะน้องๆ บางคนฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่อง

    คำถาม : รู้สึกอย่างไรเมื่อต้องช่วยพี่เขาเป็นล่ามแปลภาษา?

    น้องสามสิบ : หนูชอบ สนุกดี และก็ภูมิใจ ได้ความรู้ในสิ่งที่พี่เขาอบรมให้น้องๆ มากขึ้นด้วย อยากทำอีก เวลาพี่ๆ รักษ์ไทยมา ถ้าหนูอยู่หนูก็จะมาที่ศูนย์ฯ ทุกครั้ง มาช่วยทุกอย่างที่ทำได้

    คำถาม : รู้สึกว่าเราโชคดีไหมที่พูดได้และอ่านได้หลายภาษา?

    น้องสามสิบ : ก็โชคดีนะที่เคยได้เข้ามาเรียนที่ศูนย์นี้ด้วย ตอนนี้หนูพูดได้ 3 ภาษาเลยนะ ภาษามอญ ภาษาพม่า และภาษาไทย ดีใจที่มีโอกาสได้เข้ามาเรียนที่ศูนย์เด็กข้ามชาติฯ ทำให้ตนเองได้อ่านภาษาพม่าได้ และตอนที่เรียนที่ศูนย์เด็กข้ามชาติได้มีครูจาก กศน.อำเภอขนอม มาสอนภาษาไทยพื้นฐาน ก-ฮ ด้วย จึงมีพื้นฐานเมื่อได้มีโอกาสเข้าเรียนที่โรงเรียนไทย

    คำถาม : อยากบอกอะไรไหม?

    น้องสามสิบ : อยากขอบคุณมูลนิธิรักษ์ไทยที่ทำให้มีศูนย์เด็กข้ามชาติแบบนี้ใกล้บ้าน ทำให้เด็กๆ อย่างพวกหนูได้มีพื้นที่ปลอดภัย ได้เรียน ได้เล่น ได้ทำกิจกรรมสนุกๆ มากมาย อยากให้เปิดศูนย์ฯ ตลอดไป น้องๆ คนอื่นจะได้มีโอกาสเหมือนหนูบ้าง

    Read more
  • Project update > ช่วยทันที ฮีโร่ไทยต้านโควิด

    จัดหาซื้อชุดคลุมปฏิบัติการเพิ่ม

    20 July 2020

    ช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2563 ทางโครงการ "ช่วยทันที ฮีโร่ไทยต้านโควิด" ได้รับแจ้งจาก บริษัท ไนซ์ แอพพาเรล จำกัด ว่าไม่สามารถจัดหาวัตถุดิบได้มากเพียงพอ โดยสามารถผลิตชุดคลุมปฏิบัติการได้ทั้งหมด 1,845 ชุด จากเป้าหมาย 2,000 ชุด

    ประกอบกับการที่ทางโครงการ สามารถระดมทุนได้ทั้งหมด 1,288,993 บาท ทำให้โครงการมีเงินที่ได้จากการระดมทุนคงเหลือทั้งหมด 189,467.65 บาท

    ทางโครงการจึงได้ติดต่อ บริษัท ทองไทยการทอ จำกัด เพื่อผลิตชุดคลุมปฏิบัติการ (Protective Coverall) ตามมาตรฐานของแพทย์ ที่ผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน AAMI PB70 Level 2 จากสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย ซึ่งสามารถใช้ใน Ward, ER และ ICU เบื้องต้นได้เพิ่มเติม จำนวน 383 ชุด เพื่อร่วมสนับสนุนโครงการบริษัท ทองไทยการทอ จำกัด เพิ่มให้เป็น 390 ชุด จึงทำให้ต้นทุนต่อชุดอยู่ที่ 494 บาท


    ภาพ: การทดสอบตามมาตรฐาน AAMI PB70 Level 2 จากสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย

    ทั้งนี้ ทางโครงการจะดำเนินการจัดส่งชุดปฏิบัติการในรอบถัดไป มอบให้โรงพยาบาลเพิ่มเติม ดังนี้

    1. โรงพยาบาลสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ (100 ชุด)
    2. โรงพยาบาลระยอง จ.ระยอง (135 ชุด)

    Read more
  • Project update > Pun Book for 28 schools

    มอบหนังสือให้แล้ว 3 โรงเรียน

    17 July 2020

    หลังจากที่โครงการพี่สุขสันต์ปันน้องอิ่มสมองปีที่ 2 เสร็จ เรายังคงดำเนินการโครงการต่ออย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ซึ่งหลังจากที่ได้รับเงินบริจาคมา เจ้าของโครงการนานมีบุ๊คส์ได้จัดส่งหนังสือไปให้โรงเรียนแล้ว 3 โรงเรียน ดังนี้ค่ะ

    1. โรงเรียนศรีเมืองแอม จ.ขอนแก่น


    2. โรงเรียนบ้านแม่อมลอง จ.เชียงใหม่


    3. โรงเรียนบ้านเหนือคลอง จ.ตรัง




    สำหรับปีที่ 3 นี้โครงการมีความตั้งใจมีอยากจะมอบหนังสือให้กับ 22 โรงเรียนค่ะ 

    ดูรายละเอียดและร่วมบริจาคได้ที่ https://taejai.com/th/d/punbook3/

    Read more