ความเคลื่อนไหว

  • ความคืบหน้าโครงการ > กองทุนเทใจช่วยเยาวชนและกลุ่มผู้หญิงฟื้นฟูทักษะอาชีพแก้วิกฤติเศรษฐกิจในชุมชน พื้นที่จังหวัดยะลา และสุรินทร์

    ฟื้นูทักษะอาชีพทอผ้ากลุ่มผู้หญิง ในจังหวัดสุรินทร์ 20 คน

    3 กุมภาพันธ์ 2023

    มูลนิธิขวัญชุมชน พื้นที่จังหวัดสุรินทร์ จัด 3 กิจกรรม ต่อไปนี้

    1. กิจกรรมการฟื้นฟูทักษะอาชีพทอผ้า ในกลุ่มผู้หญิง ผู้สูงอายุ และวัยแรงงานในชุมชน ตำบลจารพัต อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ ช่วงระหว่างวันที่ 9-10 กรกฏาคม พ.ศ. 2565 สถานที่ ศาลาวัดบ้านพันษี และ กลุ่มทอผ้าบ้านจันทร์แสง จำนวนผู้ได้รับประโยชน์ 20 คน

    - การฟื้นฟูทักษะอาชีพทอผ้าไหมในชุมชนประกอบด้วย การเรียนรู้ร่วมกันในการนำพืชไม้ให้สี และสีธรรมชาติ ประกอบด้วย ครั่ง(สีแดง) คราม(สีน้ำเงิน) เข(สีเหลืองสด) ใบมะม่วงและใบยูคา(สีเหลืองอมน้ำตาล) , ดอกจาน (สีเหลืองทอง) , คำเงาะ (สีส้มสด) , มะเกลือ (สีดำ – น้ำตาล) เป็นวงแลกเปลี่ยนทักษะการปรับปรุงสีเพื่อให้ได้ใกล้เคียงมาตราฐานและมีเป้าหมายสำหรับการค้าขายสินค้าของชุมชน , การพัฒนาลวดลายผ้าไหมมัดหมี่ และการตลาด (ผลิตผ้าให้ตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มเฉพาะ) โดยในด้านการตลาดเราได้ผลิตสินค้าผ้าไหมทอมือชุมชนขายผ่านเพจ Khwan Silk Crafts

    - การลงพื้นที่ชุมชน เพื่อติดตามผลการผลิตตามกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยการลงติดตามเยี่ยมสมาชิกช่างทอที่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ และ วัยแรงงาน ที่มีภาระในการเลี้ยงดูเด็กเล็กวัยเรียนในชุมชน พื้นที่บ้านจันทร์แสง บ้านพม่า บ้านพันษี ตำบลจารพัต จำนวน ช่างทอผ้า 12 คน /ครัวเรือน และ บ้านปะนอย ตำบลหนองเหล็ก จำนวน 3 คน/ครัวเรือน รวมจำนวน 15 ครัวเรือน อยู่ในพื้นที่อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์

    ภาพ : พูดคุยเพิ่มทักษะการเล่าเรื่องผ้าไหมของหมู่บ้าน และ ลวดลายผ้าไหมที่ได้จากสีธรรมชาติของชุมชนตนเอง เพื่อนำมาจัดเทศกาล “ขวัญเอย ไหมมา” เป็นเทศกาลเล่าเรื่องและจำหน่ายผ้าไหมออนไลน์ ระหว่างช่วงเดือน กรกฏาคม - สิงหาคม 2565 


    2. การเสริมความเข้มแข็งให้กับกลุ่มออมทรัพย์ เพื่อเพิ่มทักษะด้านการจัดการ และเกิดเงินทุนหมุนเวียนแก่สมาชิกเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

    - เงินทุนสนับสนุนของกองทุนเทใจ ไปช่วยให้ทีมมูลนิธิขวัญชุมชนสามารถขับเคลื่อนงานสนับสนุนการจัดตั้งกองทุนหมุนเวียนให้กับช่างทอที่ขาดโอกาสและต้องการทุนในการตั้งต้นหรือต่อยอดกิจการในกระบวนการผลิตผ้าไหมทอมือด้วยกี่ไม้โบราณและกี่กระตุก โดยกองทุนนี้ได้มีการจัดตั้งชื่อว่า “กลุ่มออมทรัพย์ผ้าไหมสร้างสรรค์” ที่ทำการกลุ่ม เลขที่ 26 หมู่ที่ 5 บ้านพันษี ตำบลจารพัต อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์

    - ประโยชน์ตรงกับสมาชิกประกอบด้วย ผู้หญิงทอผ้าที่มีภาระในการเลี้ยงดูบุตรหลาน และผู้หญิงทอผ้าสูงอายุที่เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนเนื่องจากมีความยากจน และ ไม่มีหลักทรัพย์ในการค้ำประกัน หรือมีความเร่งด่วนในการใช้เงินดำรงชีวิตประจำวัน ไม่สามารถที่จะเข้าถึงสถาบันการเงินเพราะกลุ่มผู้หญิงทอผ้าส่วนใหญ่มีรายได้ต่ำเป็นเรื่องยากมากเพราะไม่มีหลักทรัพย์คำประกัน การจัดตั้งรวมกลุ่มออมเพื่อการผลิตผ้าไหมนี้ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหายามวิกฤติ เช่น เป็นเงินทุนในการจัดซื้อเส้นไหมที่มีคุณภาพ ค่าเดินทางมาเรียนในเมืองของลูกหลาน ค่าเทอม (การศึกษาบุตรหลาน) ค่าปุ๋ย (ช่วงฤดูกาลในการทำนาผลิตข้าว) และ ค่ารักษาพยาบาลยามเจ็บไข้ได้ป่วยฯลฯ ปัจจุบันเราช่วยเหลือผู้หญิงทอผ้าที่เข้าร่วมโครงการไปแล้วทั้งหมด 54 ครั้ง รวมเป็นเงินหมุนเวียนในกลุ่มออมทรัพย์เป็น ยอดเงินหมุนเวียนจำนวน 77,751.26 บาท (ณ วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2565) ปัจจุบันกลุ่มออมฯ มีจำนวนสมาชิกเป็นกุล่มผู้หญิงทอผ้า, ผู้สูงอายุทอผ้า และเยาวชนตกงานในชุมชนรวมจำนวน 45 คน

    3. การจัดทำแปลงเพาะกล้าไม้และปลูกพรรณไม้ให้สีเพิ่มเติม ต่อเนื่องจากการอบรมมาตราฐานการย้อมสีธรรมชาติในช่วงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2565 เราได้แจกเมล็ดพันธ์ครามเพื่อให้สมาชิกนำส่งปลูกรอบบ้านและในพื้นที่ว่างแปลงนาของครัวเรือนช่างทอ โดยเริ่มที่กลุ่มทอผ้าย้อมสีธรรมชาติบ้านจันทร์แสง หมู่ที่ 17 ตำบลจารพัต อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ หมู่บ้านแห่งนี้มีสมาชิกจำนวน 12 คน แต่การทำงานเพิ่มจำนวนไม้ให้สีประสบปัญหาน้ำท่วมแปลงนาในฤดูฝนในช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 ส่งผลกระทบต่อครัวเรือนทอผ้าอย่างมากเพราะนอกจากน้ำจะท่วมแปลงครามแล้วยังท่วมขังแปลงปลูกข้าวอินทรีย์และข้าวไรซ์เบอร์รี่อีกด้วย

    ความประทับใจจากผู้หญิงที่เข้าร่วมกิจกรรม


    นางสาวเผือด ผนึกทอง ช่างทอผ้าสูงอายุอายุ 71 ปี บ้านจันทร์แสง หมู่ 17 ตำบลจารพัต เป็นผู้สูงอายุที่รับเลี้ยงหลานวัยรุ่นจำนวน 2 คนอายุ 12 และ 15 ปี หลานกำลังเรียนหนังสือ
    แม่เผือด “รู้สึกดีใจและตื่นเต้นมาก ตอนรับเงินที่ขายผ้าได้ยายดีใจจนนอนไม่หลับเลย น่าจะมีโครงการดีๆแบบนี้ตั้งแต่ตอนที่ยายเป็นสาว และการมาร่วมเรียนย้อมผ้าเราได้รู้จักช่างทอด้วยกันและคุยแลกเปลี่ยนวิธีการย้อมผ้าจะนำกับไปปรับปรุงการทอผ้าตนเองได้”


    นางสายใจ คงทน เดิมไม่เคยทอผ้า รับจ้างทั่วไป เราอุดหนุนเส้นเครือยืนจำนวน 100 เมตรเพื่อให้ได้มีอาชีพทอผ้าเป็นรายได้เสริมและเป็นทุนเริ่มต้นในการทำอาชีพทอผ้า
    “ตนเองเจ็บป่วยจากโควิค และป่วยด้วยโรคชิกุนกุนย่า ปวดตามเนื้อตัว ตอนช่วงโควิคลำบากมากเพราะต้องกักตัวครั้งละ 14 วันถึง 2 ครั้ง ไม่มีเงินและมีของใช้ที่จำเป็นเท่านั้น รู้สึกดีใจมาก ทอผ้าได้มีเงินให้ลูกไปโรงเรียน"


    นางสาวปักษา มีทรัพย์ เดิมทำงานอยู่โรงงานทอผ้า อพยพย้ายกลับบ้านช่วงโรคระบาดโควิค – 19 และได้มาเข้าร่วมโครงการนี้ น้าปักษาดูแลหลาน 2 คน ช่วงวัยประถม และกำลังจะต้องดูแลหลานน้อยวัย 2 เดือนอีก 1 คนเพราะพ่อแม่ของเด็กไปทำงานรับจ้างในกรุงเทพฯ “รู้สึกดีใจที่ได้มาทอผ้าอยู่ที่บ้าน เราได้มีงานทำและมีรายได้ อย่างน้อยก็ได้อยู่ที่บ้าน ได้ดูแลหลานๆที่พ่อแม่เขามาฝากไว้ให้เลี้ยง ทุกวันนี้มีความสุขกับงานที่ทำและคิดว่ามันดีกว่าตอนที่อยู่โรงงานน่ะ” ปัจจุบันน้าปักษาเป็นช่างทอที่ฝีมือดีมากคนหนึ่งของหมู่บ้าน

    ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการทำโครงการ

    กลุ่มที่ได้รับประโยชน์จำนวนความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
    ผู้หญิงทอผ้าที่ขาดโอกาสในตำบลจารพัตจำนวน 5 หมู่บ้านประกอบด้วยหมู่บ้านพันษี หมู่บ้านจันทร์แสง บ้านสะดอ บ้านโสภาเปรียง บ้านพม่า และตำบลหนองเหล็ก หมู่บ้านปะนอย บ้านลำหอก จำนวน 45 คน/ครัวเรือน
    ผู้ได้รับประโยชน์ในครัวเรือนๆละ 3 คน รวมจำนวน 135 คน (เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง)

    กลุ่มผู้หญิงทอผ้า แรงงานสมทบที่อยู่ในสายพานการผลิตผ้าไหม เช่นผู้สูงอายุ มีทักษะความชำนาญในการผลิตผ้าไหมมัดหมี่สีธรรมชาติ สามารถสร้างงานและรายได้ให้กับครัวเรือน และเกิดผลกระทบต่อเนื่องไปยังลูกหลานของช่างทอผ้าในเรื่องการศึกษา เพราะรายได้จากการทอผ้าของครัวเรือนนั้นไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าอาหารกลางวัน ค่าอุปกรณ์การเรียนและค่าเทอมของบุตรหลาน

    อ่านต่อ
  • ความคืบหน้าโครงการ > กองทุนเทใจช่วยเยาวชนและกลุ่มผู้หญิงฟื้นฟูทักษะอาชีพแก้วิกฤติเศรษฐกิจในชุมชน พื้นที่จังหวัดยะลา และสุรินทร์

    ฝึกทักษะการนวดช่วยเยาวชนและกลุ่มผู้หญิง จังหวัดยะลา เพื่อสร้างอาชีพ 52 คน

    3 กุมภาพันธ์ 2023

    กลุ่มลูกเหรียงเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมฝึกทักษะการนวดเพื่อส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งในปัจจุบันมีผู้ที่สนใจและนิยมศึกษากันอย่างมาก การนวดเป็นวิธีที่สะดวกและเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด สามารถทำได้ด้วยตัวเองและสามารถช่วยผู้อื่นได้ ผู้เรียนสามารถนำความรู้และวิธีการปฏิบัติไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ อีกทั้งยังสามารถทำเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริมได้ นอกจากนี้ยังเป็นการอนุรักษ์และส่งเสริมการรักษาแบบแพทย์แผนไทย เพื่อให้ยังคงอยู่ควบคู่กับวัฒนธรรมไทยได้อีกด้วย

    วัน เวลา สถานที่ : 8 สิงหาคม 2565 ณ ห้องประชุมแม่ชม บ้านลูกเหรียง จังหวัดยะลา

    ผู้เข้าร่วม จำนวน : 52 คน

    ผู้ได้รับประโยชน์ : ผู้ที่อาจจะได้รับความรู้การนวด คนในชุมชน และเครือญาติ 80 คน

    สิ่งที่ได้รับผล/เกิดการเปลี่ยนแปลง

    1. ผู้รับการอบรม มี คุณธรรม ศีลธรรม และจรรยาบรรณในการประกอบวิชาชีพ
    2. ผู้รับการอบรม มีความรู้และทักษะในการนวดแผนไทย
    3. นอกจากทักษะการนวดแล้ว ผู้รับการอบรมมีทักษะขั้นฐานต่างๆ
      (1) ทักษะการแก้ปัญหา
      (2) ทักษะการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ
      (3) ทักษะการตระหนักรู้ในตน
      (4) ทักษะการจัดการกับอารมณ์
      (5)ทักษะการจัดการกับความเครียด

    ภาพประกอบ

    ภาพ: การฝึกสอนการนวดให้แก่เยาวชนและผู้หญิง ใน จังหวัดยะลา

    ความประทับใจจากผู้ได้รับการอบรมการนวด


    พี่ปัทมา (นามสมมติ)
    พี่ปัทบอกว่าตนมีลูก 4 คน เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวเลี้ยงลูกลำพังคนเดี่ยวมา 6 ปี ช่วงโควิด เป็นช่วงที่โจทย์ชีวิตยากมากๆ ร้านอาหารที่มาเลเซียถูกสั่งปิด ทำให้ต้องกลับมาอยู่ที่บ้าน และเปิดร้านข้าวแกงเป็นแผงเล็กๆหน้าบ้าน แต่ก็ขายไม่ได้ทำให้ขาดรายได้ ลูกๆต้องเรียนออนไลน์จำเป็นต้องใช้โทรศัพท์ทำให้ต้องไปหยิบยืมเงินเพื่อนบ้านและญาติๆ เพื่อให้ลูกได้มีโทรศัพท์ไว้เรียนออนไลน์ ติดหนี้รวม 12,000 บาท หลังจากที่ได้เข้าร่วมโครงการได้ฝึกนวดทำให้ตนมีทักษะในด้านนี้ ได้มีโอกาสเข้ามาทำงานที่ร้านนวดในเมืองยะลาจนถึงปัจจุบัน สามามรถผ่อนจ่ายและปิดหนี้ได้ภายใน 4 เดือน ทุกวันนี้มีเพื่อนบ้านจ้างนวดพิเศษตอนเย็นที่บ้าน ทำให้พอมีเงินจ่ายกับข้าวในวันรุ่งขึ้น พี่ปัทเล่าว่า ตอนนี้กำลังเก็บเงินเผื่อดาวน์รถมอเตอร์ไซส์ เนื่องก่อนหน้านี้ได้ขายทำทุนขายข้าวแกงแต่ก็จมทุน พี่ปัทขอบคุณผู้สนับสนุนโครงการ ที่ได้มอบโอกาสได้เรียนรู้ในการฝึกทักษะการนวดในครั้งนี้


    พี่ตี (นามสมมติ)
    เป็นสาวโสดที่ต้องดูแลพ่อพิการและแม่ ซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียง เมื่อก่อนพี่ตี ทำงานที่โรงงานไม้ยางพาราแถวบ้าน ช่วงโควิดที่ผ่านมาโรงถูกปิดทำให้พี่พรตกงาน ระหว่างนี้พี่ตีได้ซื้อขนมปี๊บมาแบ่งใส่ถุงเพื่อวางขายที่ร้านค้าในหมู่บ้านซึ่งรายได้ไม่เพียงพอรายจ่ายมากว่ารายรับ ลำพังเบี้ยผู้พิการและผู้สูงอายุก็ยังไม่พอ จนพี่ตีได้มาเข้าร่วมโครงการ ได้ฝึกทักษะการนวดทำให้พี่ตีได้รับงานนวดที่บ้าน ตกวันละ 2-3 คน พอมีรายได้ดูแลครอบครัว และได้อยู่ไลก้ชิดดูแลพ่อกับแม่ที่บ้าน ปัจจุบันพี่ตีมีลูกค้าประจำหลายคน ยิ่งเป็นช่วงวันหยุดลูกค้ามีโทรมาจองคิวล่วงหน้ากันหลายคน พี่ตีพูดทั้งน้ำตาขอบคุณทางโครงการที่มอบโอกาส ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิดทำให้มีรายได้สามารถดูแลครอบครัวได้


    น้องดา (นามสมมติ)
    เด็กสาวที่เพิ่งจบม.6 ในปีที่ผ่านมา น้องดามีพี่น้อง 5 คน ดาเป็นคนกลางพี่ๆต่างมีครอบครัวและได้แยกย้ายไปอยู่ที่อื่น พ่อแม่น้องดาเช่าแผงขายผักในตลาดเนื่องด้วยแม่มีโรคประจำตัวเป็นเบาหวานและความดันโลหิตสูง ทำให้ต้องเข้าๆออกๆโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง แม่สุขภาพไม่ค่อยดีหน้ามืดล้มในตลาดทำให้ต้องหยุดงานเกือบ 1 ดือน ครอบครัวขาดรายได้ น้อง2คนยังเล็กและต้องเรียนหนังสือ น้องดาจำเป็นต้องหยุดเรียนและหางานทำ ครั้งแรกได้เป็นพนักงานเสิร์ฟอาหารและพนักงานหลังร้านที่แห่งหนึ่งในจังหวัดยะลา ทำได้ประมาณ3เดือนก็ออกมาเข้าร่วมโครงการกับทางกลุ่มลูกเหรียง น้องดาบอกว่า เป็นทักษะที่ไม่ค่อยเปิดสอนหรือถ้ามีก็ต้องเสียเงินไปเรียน น้องดาไม่ลังเลในการตัดสินใจรับคว้าโอกาสในการเรียนรู้ครั้งนี้ ปัจจุบันน้องดาได้เข้าทำงานที่ร้านนวดใกล้บ้าน มีลูกค้าประจำหลายคน เนื่องจากเป็นเด็กเรียบร้อยตั้งใจทำงาน น้องดาและครอบครัวขอขอบคุณทางโครงการที่ได้หยิบยื่นโอกาสดีๆให้เด็กชายแดนใต้ มีทักษะการนวดสามารถต่อยอดและพัฒนาตนเองได้ในอนาคต อีกทั้งยังมีรายได้จุนเจือครอบครัว ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

    ผลกระทบจากทำกิจกรรม

    กลุ่มที่ได้รับประโยชน์จำนวนความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
    เยาวชนหญิง ที่ไม่มีโอกาสทางการศึกษา มีข้อจำกัดด้านการประกอบอาชีพ14 คน1.สามารถสร้างรายได้ระหว่างเรียนได้
    2.ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัว
    3.ผู้เรียนมีทักษะในการทำงาน รักการทำงาน สามารถทำงานร่วมกันกับผู้อื่นได้ มีทัศนคติเชิงบวกในการประกอบอาชีพที่สุจริต
    4.มีทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตัวเอง รักการเรียนรู้ และสามารถพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
    คนเปราะบางบุคคลที่อยู่ที่ภาวะยากลำบาก เช่น ด้านการประกอบอาชีพ แม่เลี้ยงเดี่ยว หญิงหม้าย ผู้ที่เข้าไม่ถึงสิทธิต่างๆ เป็นต้น 23 คน1.ผู้ที่ผ่านการอบรมมีอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้
    2.มีโอกาสทางสังคมมากขึ้น
    3.รู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีทั้งในครอบครัวและในชุมชนได้
    ประชาชนทั่วไปที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงหรือผู้ที่รับรู้การสื่อสารผ่านช่องทางต่างๆ เช่น เฟสบุ๊ค เพจ เป็นต้น15 คน1.มีอาชีพเสริมและช่วยเหลือผู้ว่างงานให้มีความรู้และมีทักษะการนวดได้
    2.สามารถต่อยอดกับงานหรืออาชีพที่ทำอยู่ได้
    3.เป็นแนวทางในการตัดสินใจ เพื่อประกอบอาชีพ

    อ่านต่อ
  • ความคืบหน้าโครงการ > จิตวิทยาบำบัดและกิจกรรมบำบัด เพื่อเด็กที่ถูกคุกคามทางเพศ และถูกใช้ความรุนแรงในครอบครัว

    กิจกรรมบำบัดเพื่อเด็กที่ถูกคุกคามทางเพศและใช้ความรุนแรงในครอบครัวเดือน พ.ย.- ธ.ค. 65

    3 กุมภาพันธ์ 2023

    กิจกรรมตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 มูลนิธิมูลนิธิเรดิออน อินเตอร์เนชั่นแนล จัดกิจกรรมกลุ่มให้เด็กในโครงการแบ่งออกเป็น 3 กิจกรรมหลัก

    1. ทุกๆ วันเสาร์ เวลา 09.00 -16.00 น. เด็กอายุ 12-21 ปี จำนวน 4-6 คนต่ออาทิตย์ ได้รับการบำบัดรายชั่วโมงผ่านการเข้าพบนักจิตวิทยา โดยนักจิตวิทยาจะพูดกับเด็กในแต่ละด้าน ซึ่งประกอบไปด้วยด้านจิตใจ ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ ด้านสังคม ด้านความสัมพันธ์ (ด้านการเรียน, การใช้ชีวิตในบ้านเด็ก) หลังจากนักจิตวิทยาได้พูดคุยกับเด็ก จะนำข้อมูลของเด็กๆ ทุกคนมาพูดคุย ปรึกษากับผู้ที่มีส่วนเกี่ยงข้องกับเด็ก สร้างความเข้าใจในด้านต่างๆ อย่างละเอียด เพื่อหาทางช่วยเด็กๆ

    2. วันเสาร์ที่ 24 ธันวาคม 2565 ช่วงเวลา 08.00 -21.00 น. เด็กอายุ 12– 21 ปี จำนวน 22 คน ทำกิจกรรมกีฬาสานสัมพันธ์ร่วมกับเพื่อนๆต่างหอพัก และ 25 ธันวาคม 2565 08.00 -21.00 น. เด็กอายุ 12– 21 ปี จำนวน 22 คน ได้ออกไปช่วยเหลือชุมชนโดยการจัดบูธเฟรนช์ฟรายส์ทอด เพื่อเสริมสร้างให้เด็กเข้าใจสังคม มีความสัมพันธ์กับผู้อื่น และเห็นคุณค่าของการให้

    3. วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2565 และวันเสาร์ที่3 ธันวาคม 2565 ช่วงเวลา 08.00 – 17.00 น. เด็กอายุ 12-21 ปี จำนวน 22 คน ทัศนศึกษานอกสถานที่ เรียนรู้ธรรมชาติ สัมผัสธรรมชาติ เรียนรู้ที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้เด็ก (ธรรมชาติบำบัด)

    ภาพกิจกรรม


    ภาพ: เป็นภาพที่เด็กได้รับการบำบัดรายชั่วโมงผ่านการเข้าพบนักจิตวิทยา โดยนักจิตวิทยาจะพูดกับเด็กในแต่ละด้าน ซึ่งประกอบไปด้วยด้านจิตใจ ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ ด้านสังคม ด้านความสัมพันธ์ (ด้านการเรียน, การใช้ชีวิตในบ้านเด็ก) 


    ภาพ: เป็นภาพที่เด็กๆ กำลังจัดเฟรนช์ฟรายส์เป็นชุดๆใส่แก้วกระดาษ เพื่อแจกให้ผู้คนในชุมชน 


    ภาพ: ผู้มาร่วมกิจกรรมกำลังต่อแถวรับเฟรนช์ฟรายส์ที่เด็กได้จัดเตรียมไว้


    ภาพ: เด็กๆ กำลังทำกิจกรรมกีฬาสานสัมพันธ์ร่วมกับเพื่อนๆ ต่างหอพัก


    ภาพ: เด็กๆ กำลังทำกิจกรรมกีฬาสานสัมพันธ์ร่วมกับเพื่อนๆ ต่างหอพัก


    ภาพ: กิจกรรมศึกษานอกสถานที่ เรียนรู้ธรรมชาติ สัมผัสธรรมชาติ เรียนรู้ที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้เด็กสู่การเอาชนะใจตัวเองในการไปสู่เป้าหมาย (ธรรมชาติบำบัด) 

    ความประทับใจของเยาวชนที่ร่วมกิจกรรม


    เจี๊ยะ 
    “ส่วนตัวของผม ผมมีความสุขครับที่ได้ไปใช้เวลากับธรรมชาติ และได้ทำในสิ่งที่ชอบ มันทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลาย ได้ใช้เวลาร่วมกันกับเพื่อนๆ นอกจากนี้ทำให้ลืมกับที่เครียดมาทั้งวันได้”


    หึ 
    “การได้ไปกีฬาสัมพันธ์ร่วมกับเพื่อนๆต่างหอพัก ทำให้ผมได้สร้างความสัมพันธ์ ทำความรู้จักผู้อื่น และรู้สึกประทับใจที่เราเป็นกันเองไม่แบ่งแยกกัน และก็สนุก และได้ช่วยคุมดูแลน้องๆด้วยครับ”


    ไหมเล่า
    “รู้สึกประทับใจที่นักจิตวิทยารับฟังหนู ไม่ตัดสินหนูในทางที่ผิด และมันทำให้หนูได้เรียนรู้จักการไม่ตัดสินอะไรก่อนด้วย”

    ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากทำโครงการ

    กลุ่มที่ได้รับประโยชน์จำนวนความเปลี่ยนแปลง
    เด็กและเยาวชนในโครงการที่อาศัยในพื้นที่หางดงจังหวัดเชียงใหม่ เด็กอายุ 12-21 ปี 22 คน
    • เด็กๆ 60 % มีความกระตือรือร้นในการตื่นนอน และมีความสดใส ยิ้มมากกว่าก่อน
    • หลังจากเด็กเข้าพบนักจิตวิทยา เด็กๆ มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป บางคนที่ไม่เคยเข้าหาพี่เลี้ยง เริ่มเข้าหาพี่เลี้ยง เริ่มเปิดใจกับพี่เลี้ยง พูดคุยกับพี่เลี้ยง และเริ่มไว้ใจผู้อื่น
    • เด็กๆ บางคนที่ไม่ชอบการออกกำลังกาย เริ่มหันมาออกกำลังกาย และมีเป้าหมายในการดูแลสุขภาพสำหรับปี 2023
    • เด็กๆ มีวินัยในการใช้โทรศัพท์มากขึ้น มีการควบคุมตัวเองในการใช้สื่อออนไลน์ คืนโทรศัพท์ตรงเวลา ไม่แอบเล่นโทรศัพท์ในเวลาห้ามเล่น

    อ่านต่อ
  • ความคืบหน้าโครงการ > โครงการ ๑ อ่าน ล้านตื่น

    มอบทุนเพื่อซื้อหนังสือตรงใจ ภายในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 27

    2 กุมภาพันธ์ 2023

    โครงการ ๑ อ่าน ล้านตื่น ได้จัดกิจกรรมหนังสือตรงใจ มอบทุนให้โรงเรียน และบุคคลผู้ส่งเสริมกิจกรรมด้านการอ่านสู่สังคม ซึ่งครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายโรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ผู้พิการ และผู้สูงอายุ โดยมีการมอบทุนภายในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 27 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม 2565 มีรายชื่อดังต่อไปนี้

    1. โรงเรียนหนองเจ๊กสร้อย จ.จันทบุรี
    2. โรงเรียนวรดิตถ์วิทยาประสูทน์ จ.อ่างทอง
    3. โรงเรียนวัดคลองเจ้า (แช่มชื่นราฎร์บำรุง) จ.นนทบุรี
    4. โรงเรียนศรีสังวาลย์ จ.นนทบุรี
    5. โรงเรียนหนองแห้ววังมนศึกษา จ.ขอนแก่น
    6. ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนริมทางรถไฟมักกะสัน (ร่วมใจ)
    7. ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนวัดลุ่มเจริญศรัทธา
    8. ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนแฟลตลือชา
    9. ครูเมตตา มูฮำหมัด ครูศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนภักดีธรรม
    10. อาจารย์ภาณุพงษ์ คงจันทร์ ข้าราชการครูเกษียณ และนักเขียนอิสระ

    หลังจากการได้รับทุนเพื่อซื้อหนังสือตรงใจ โรงเรียนได้จัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมและปลูกฝังการอ่านให้กับนักเรียน โดยมีการจัดกิจกรรม เช่น กิจกรรมพี่อ่านให้น้องฟัง กิจกรรมวันห้องสมุด กิจกรรมบันทึกรักการอ่าน กิจกรรมอ่านรับสายลมและแสงแดด กิจกรรมนั่งสมาธิและอ่านหนังสือ เป็นต้น

    ทั้งนี้ยังเพื่อเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และต่อยอดในการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ความประทับใจของผู้ที่ได้รับประโยชน์

    เด็กหญิงสุกฤตา มะละทองคำ น้องปราย ชั้น ป.6 โรงเรียนวัดคลองเจ้า (แช่มชื่นราษฎร์บำรุง) จ.นนทบุรี

    "สำหรับหนู มีความรู้สึกว่าการได้เลือกและอ่านหนังสือที่ชื่นชอบ เหมือนกับการได้รับของขวัญชิ้นวิเศษ เพราะหนังสือเปรียบเสมือนคลังที่รวบรวมเรื่องราวความรู้ความคิดทุกอย่าง เมื่อได้อ่านหนังสือทำให้รู้สึกสงบ ผ่อนคลาย มีสมาธิ มีความสุข ได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น เปิดมุมมองใหม่ มีจินตนาการ และทำให้มองเห็นโลกกว้างขึ้นค่ะ"

    เด็กหญิงภวนันท์ ไพรเถื่อน ชั้น ป.6 โรงเรียนบ้านหนองเจ๊กสร้อย จ.จันทบุรี 

    "การเลือกหนังสือเองดีตรงที่หนังสือเหมาะกับวัยของเรา ภาพสวย และสร้างนิสัยอ่าน เวลาว่างสามารถหาอ่านหนังสือและบันทึกการอ่านไปด้วย และหนังสือบางเรื่องก็ยังให้ทั้งความรู้และความสนุกด้วยค่ะ"

    นายวุฒิไกร อัศวเจริญโชติกุล ชั้น ม.6 โรงเรียนวรดิตถ์วิทยาประสูทน์ จ.อ่างทอง

    "การที่ได้ไปเลือกหนังสือด้วยตนเอง จะทำให้ได้หนังสือที่อยากอ่านและตรงประเด็นกับที่ต้องการมาอ่าน ทำให้ไม่เบื่อง่าย และได้ความรู้ตรงประเด็นตามที่อยากจะรู้ เพราะหนังสือที่ได้รับบริจาคมาบางครั้งไม่ตรงตามที่อยากอ่าน จึงทำให้ไม่อยากอ่านหนังสือ"

    ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการทำโครงการ 
    กลุ่มที่ได้รับประโยชน์อธิบายจำนวนที่ได้ประโยชน์ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
    โรงเรียนนักเรียนในโรงเรียน

    100 คน

    นักเรียนมีความสนใจอ่านหนังสือ และมีปรีมาณการใช้ห้องสมุดมากขึ้น
    ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเด็กในชุมชน มีอายุระหว่าง 3-5 ปี 50 คนเด็ก ๆ มีความสนใจในหนังสือนิทานเล่มใหม่ที่เลือกไป และอยากให้อ่านนิทานให้ฟังมากขึ้น
    ผู้พิการนักเรียนที่มีความพิการบกพร่องทางด้านร่างกาย245 คนนักเรียนมีความสนใจหนังสือใหม่ที่ได้ไปเลือกมากขึ้น เมื่อได้ไปเลือกหนังสือที่อยากอ่านด้วยตนเองแล้วจึงเกิดความสนใจ และยืมหนังสือจากห้องสมุดมากขึ้น
    ผู้สูงอายุผู้สูงอายุในชุมชน20 คนนักเรียนมีความสนใจหนังสือใหม่ที่ได้ไปเลือกมากขึ้น เมื่อได้ไปเลือกหนังสือที่อยากอ่านด้วยตนเองแล้วจึงเกิดความสนใจ และยืมหนังสือจากห้องสมุดมากขึ้น
    มีการรวมกลุ่ม และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์มากขึ้น โดยการอ่านหนังสือ
    รูปภาพกิจกรรม

    กิจกรรมตามพ่อไปปลูกข้าว เป็นการอ่านหนังสือและนำไปปฏิบัติจริง โดยให้นักเรียนลองไปปลูกข้าว ดำนา จากสถานที่จริง จากโรงเรียนหนองเจ๊กสร้อย จ.จันทบุรี

    กิจกรรมนั่งสมาธิและอ่านหนังสือ ในช่วงเช้าก่อนเข้าเรียน มีการทำสมาธิก่อนอ่านหนังสือเพื่อให้มีสมาธิมากขึ้นและเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ จากโรงเรียนวรดิตถ์วิทยาประสูทน์ จ.อ่างทอง

    กิจกรรมหนังสือสนามหญ้า มีการแจกหนังสือเพื่อให้นักเรียนอ่าน โดยสามารถเลือกหนังสือที่สนใจและต้องการอ่านได้ด้วยตนเอง และผลัดกันอ่านให้ผู้อื่นฟังด้วย จากโรงเรียนศรีสังวาลย์ จ.นนทบุรี

    กิจกรรมรักการอ่าน ให้นักเรียนเลือกหนังสือที่สนใจและอ่านให้เพื่อนฟัง และทำการจดบันทึกเนื้อหาสำคัญลงสมุดจากโรงเรียนวัดคลองเจ้า (แช่มชื่นราฎร์บำรุง) จ.นนทบุรี

    กิจกรรมอ่านเพลิน ๆ ให้นักเรียนเลือกหนังสือที่อยากอ่าน และแลกเปลี่ยนเรื่องราวที่อ่านกับเพื่อนในกลุ่ม จากโรงเรียนหนองแห้ววังมนศึกษา จ.ขอนแก่น

    อ่านต่อ
  • ความคืบหน้าโครงการ > แบ่งปันความสุข แด่เด็กพิการทางสายตา

    ผู้สูงอายุร่วมแบ่งปันความสุข ให้แก่เด็กพิการทางสายตา จำนวน 80 คน

    27 มกราคม 2023

    โครงการแบ่งปันความสุข แด่เด็กพิการทางสายตา ได้จัดขึ้นในวันเสาร์ที 24 ธันวาคม 2565 โดยนำผู้สูงอายุจำนวน 40 คน เดินทางโดยรถบัส เพื่อไปทำกิจกรรมที่ จ.เพชรบุรี ซึ่งสถานที่ที่เลือกจัดกิจกรรม ประกอบไปด้วย

    • มูลนิธิธรรมิกชน เพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สาขาจังหวัดเพชรบุรี (โรงเรียนธรรมิกวิทยา)
    • โรงเรียนการศึกษาเด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อน ชะอำ

    การเดินทางดังกล่าวทางชมรมฯ คำนึงถึงการเดินทางที่มีความปลอดภัย เนื่องจากนำพาผู้สูงอายุเดินทาง จึงได้เลือกใช้บริการบริษัทรถบัสที่มีการทำประกันการเดินทางสำหรับผู้โดยสารทุกคน เพื่อเป็นการการันตรีความปลอดภัยให้กับครอบครัวผู้สูงอายุที่ร่วมเดินทางไปกับโครงการ

    ในส่วนของมาตรการ COVID-19 ยังคงให้ทุกคนเว้นระยะห่าง และสวมหน้ากากอนามัยตลอดกิจกรรม

    ได้นำเงินบริจาคเป็นค่าอาหารและทุนการศึกษาแด่น้องๆ รวมถึงกางเกงผ้าอ้อมสำเร็จรูป และข้าวสารอาหารแห้งที่บรรดาผู้สูงอายุที่ร่วมทริป ได้มีส่วนร่วมนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการบริจาคด้วย

    จากที่การสนทนากับท่านอาจารย์ใหญ่ และครูพี่เลี้ยงที่ดูแลน้องๆได้กล่าวว่า "ขอบคุณประธาน และคณะกรรมการ ชมรมผู้สูงอายุเต้าเต๋อซิ่นซี ศูนย์กีฬาบางขุนเทียน (องค์กรสาธารณประโยชน์) และสมาชิกที่ร่วมกิจกรรมนี้รวมถึงท่านผู้ใหญ่ใจดีที่ได้ร่วมบริจาคสมทบทุนมาทุกท่านเป็นอย่างมากที่ได้จัดกิจกรรมเช่นนี้ให้เกิดขึ้น พร้อมทั้งเป็นสะพานบุญให้กับทาง โรงเรียนทั้ง 2 เพื่อแบ่งปันความสุขให้กับน้องๆผู้พิการ ทางนักเรียนตาบอดเองก็ไม่มีไรจะมอบตอบแทนทุกท่าน นอกจากการที่จะประพฤติตนเป็นคนดีของสังคม และจะตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างเต็มที่ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเงินบริจาคของพวกท่านที่ได้ร่วมกันบริจาคมา

    พวกเราจึงได้กล่าวคำสัญญากับน้องๆผู้พิการทางสายตาว่า เราจะทำกิจกรรมเช่นนี้ทุกๆ ปี และจะร่วมกันระดมทุนการศึกษามามอบให้น้องๆได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีตลอดไปเท่าที่จะสามารถทำได้

    ความประทับใจของผู้ที่ได้รับประโยชน์


    ป้าจิต ประธานชุมชนเชื่อมสัมพันธ์ บางขุนเทียน กรุงเทพฯ

    กล่าวว่า ตนเองได้เข้ามาร่วมกิจกรรมกับทางชมรมผู้สูงอายุเต้าเต๋อซิ่นซี ศูนย์กีฬาบางขุนเทียน (องค์กรสาธารณประโยชน์) ได้ไม่นานมานี้ เห็นว่าทางชมรมฯ ได้จัดกิจกรรมดีๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมจึงเข้าร่วมกิจกรรม และครั้งนี้ก็ได้รับการเชิญชวนจากท่านประธานชมรมฯ คุณปรินทร์พร พิสุทธิ์ธนบวร ให้มาร่วมกิจกรรมนี้ เราเองก็พอมีพอใช้ แต่ก็ใช้พลังในการเป็นจิตอาสาในการร่วมบริจาคข้าวสารอาหารแห้งกับทางคณะกิจกรรมในครั้งนี้

    ประทับใจมากสำหรับโครงการดีๆแบบนี้ การเดินทางก็ปลอดภัย มี GPS สามารถตรวจสอบการเดินทางได้ สมาชิกที่ร่วมเดินทางก็น่ารักทุกคนเป็นกันเอง มีจิตเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ทุกคนค่ะ ทริปนี้ถือเป็นทริปบุญใหญ่ส่งท้ายปีสำหรับป้าค่ะ ป้าสัญญาว่าจะร่วมกิจกรรมเช่นนี้ทุกปีค่ะ ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมกันเป็นสะพานบุญ และทุกท่านที่ร่วมบุญในครั้งนี้ค่ะ ผู้ให้ย่อมมีความสุข


    ป้าไหม จากวงเวียนใหญ่ กรุงเทพฯ

    กล่าวว่า ป้าร่วมกิจกรรมนี้ ปีนี้เป็นปีที่ 2 แล้วค่ะ เมื่อปี 2565 ได้ข่าวจากทาง พระ ดร.มหาสุวรรณ ปภงกโร ก็เลยติดตามท่านมาร่วมกิจกรรมค่ะ แต่ปีนี้ป้าขอมาเองเลยค่ะ เพราะป้าเห็นว่ากิจกรรมดีๆ เช่นนี้สมควรที่จะเข้าร่วมและสนับสนุนให้เกิดขึ้นในภาวะสังคมปัจจุบันนี้ค่ะ การที่เรารู้จักที่จะแบ่งปันความสุขของเรา ให้กับผู้ที่ด้อยโอกาสกว่าเป็นสิ่งที่เราควรทำค่ะ ปีที่แล้วกลับบ้านไปก็ปลื้มใจไม่หายค่ะรู้สึกสัมผัสได้ถึงความสุขได้ค่ะ ทำให้ชีวิตของผู้สูงอายุมีคุณค่าที่สามารถมอบแบ่งปันความสุขแก่น้องๆผู้พิการค่ะ

    ขอขอบคุณผู้ร่วมบริจาคทุกๆท่าน และผู้ประสานงานก่อให้เกิดโครงการกิจกรรมดีๆเช่นนี้ และขอให้จัดตลอดไปนะคะ สัญญาว่าถ้าร่างกายยังไหวจะร่วมกิจกรรมเช่นนี้ทุกปีค่ะ

    ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการทำโครงการ 
    กลุ่มที่ได้รับประโยชน์อธิบายจำนวนที่ได้ประโยชน์ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

    1.เด็กและเยาวชน

    2.ผู้พิการและผู้ป่วย

    1.มูลนิธิธรรมิกชน เพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สาขาจังหวัดเพชรบุรี (โรงเรียนธรรมิกวิทยา)
    2.โรงเรียนการศึกษาเด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อน ชะอำ
    80 คนคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

    1.ผู้สูงอายุ

    2.ประชาชนทั่วไป

    บางขุนเทียน และเขตใกล้เคียง รวมถึงสจังหวัดสมุทรสาคร40 คนพลังชีวิตที่ดีขึ้น มองโลกในแง่ดี มองเห็นคุณค่าในตนเอง
    อื่นๆ : บริษัทฯ เช่ารถบัสบริษัท มีการจ้างงาน พนง.ขับรถ2 คนมีงานทำ กระตุ้นเศรษฐกิจ
    ภาพกิจกรรม

    ผู้สูงอายุเข้าคิวรอขึ้นรถ

    สิ่งของที่ฝากมาร่วมบริจาค

    มูลนิธิธรรมิกชน เพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สาขาจังหวัดเพชรบุรี (โรงเรียนธรรมิกวิทยา)

     โรงเรียนการศึกษาเด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อน ชะอำ

    อ่านต่อ
  • ความคืบหน้าโครงการ > ทุนการศึกษาเพื่อนักศึกษาไร้รัฐไร้สัญชาติ

    มอบทุนการศึกษาให้นักศึกษาไร้สัญชาติมหาวิทยาลัยนานาชาติเอเชีย-แปซิฟิก 11 คน

    27 มกราคม 2023

    มหาวิทยาลัยนานาชาติเอเชีย-แปซิฟิก ได้นำเงินบริจาคจากทางเว็บไซต์เทใจ เป็นค่าใช้จ่ายในด้านหอพักและด้านอาหารให้กับกลุ่มนักศึกษาไร้รัฐไร้สัญชาติ จำนวน 11 คน ได้แก่ 

    ลำดับชื่อชาติพันธุ์คณะที่ศึกษา
    1นางสาวสายฝนชาวอาช่าคณะศิลปศาสตร์และมนุษยศาสตร์
    2นางสาวจุฑารัตน์ ชาวลีซอคณะบริหารธุรกิจ (การบัญชี)
    3นางสาวชลชบา ชาวกะเหรี่ยงคณะศิลปศาสตร์และมนุษยศาสตร์
    4นางสาวดาว ชาวไทยใหญ่คณะศิลปศาสตร์และมนุษยศาสตร์
    5นางสาวพิมพ์ณภาชาวม้งคณะบริหารธุรกิจ (การจัดการ)
    6นางสาวมนจ่ามชาวไทยใหญ่คณะบริหารธุรกิจ (การบัญชี)
    7นางสาวมาริสาชาวกะเหรี่ยงคณะศิลปศาสตร์และมนุษยศาสตร์
    8นางสาวสุวนันท์ ชาวลาหู่คณะบริหารธุรกิจ (การบัญชี)
    9นายอาก่า  ชาวอาช่าคณะศิลปศาสตร์และมนุษยศาสตร์
    10นายชิ  ชาวม้งคณะบริหารธุรกิจ (การบัญชี)
    11นางสาวพอ ชาวกะเหรี่ยงคณะศิลปศาสตร์และมนุษยศาสตร์

    ความประทับใจจากนักศึกษาที่ได้รับทุน


    สวัสดีค่ะ ดิฉันชื่อนางสาวชลชบา เป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่เกิดและเติบโตในแผ่นดินไทย พ่อและแม่ของดิฉันนั้นได้อพยพมาจากประเทศพม่า ปัจจุบันครอบครัวของดิฉันนั้นมีสมาชิกทั้งหมด 6คน คือแม่ พี่ชาย2 คน พี่สาว 2 คน และตัวของดิฉันเอง ส่วนพ่อของดิฉันนั้นเสียชีวิตไปตั้งแต่ดิฉันนั้น อายุ 2 ขวบ ดิฉันและพี่ๆจึงได้รับการเลี้ยงดูมาจากสองมือของแม่ แต่การศึกษานั้นไม่ได้เข้าถึงพี่ๆของดิฉันเลย พวกเขาต้องออกมาทำงานดูแลครอบครัวเท่าที่ทำได้ หลังจากที่ดิฉันได้ทุนการศึกษาที่มหาวิทยาลัยนานาชาติเอเชีย-แปซิฟิก ดิฉันดีใจมากๆ ที่ได้รับโอกาสนี้ และได้เรียนในสาขาที่อยากเรียน คือ คณะศิลปศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร เพื่อจบออกมาแล้วอยากทำงาน NGO ทำงานช่วยเหลือคนไร้รัฐไร้สัญชาติแบบดิฉัน และสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้ให้น้อง ๆ ในชุมชนได้ว่า คนไร้สัญชาติก็สามารถเรียนในระดับมหาวิทยาลัยและสามารถมีหน้าที่การงานที่ดีได้ ขอขอบคุณค่ะ 
    นางสาวชลชบา 


    สวัสดีค่ะ หนูชื่อ นางสาวสุวนันท์ นาแส เป็นชนเผ่าลาหู่ บ้านเกิดอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงม.6นี้ทำให้หนูเครียดมาก หนูต้องหาที่เรียน หนูต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย ไหนจะค่าใช้จ่ายต่างๆ ครอบหนูมีทั้งหมด 6 คน หนูมีพี่น้องทั้งหมด 4คน หนูเป็นคนที่ 4ลูกคนสุดท้อง พ่อแม่หนูไม่มีรายได้เพียงพอที่จะส่งหนูเรียน ส่วนพี่ๆก็มีครอบครัว มีภาระหนักเหมือนกัน ช่วยหนูได้ส่วนหนึ่งเท่านั้น เรื่องราวต่างๆเหล่านี้ทำให้หนูเครียดมาก พอหนูได้รับทุนนี้ดีมากเลยค่ะ ค่าใช้จ่ายต่างๆที่เป็นภาระต่อครอบครัวและตัวหนูเบาลง ทำให้หนูได้เข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ หนูขอขอบคุณทุกท่านที่คอยสนับสนุนและพิจารณาให้หนูได้รับทุนนี้ ขอบคุณที่ให้โอกาสนี้กับหนู หนูจะตั้งใจเรียนและเป็นคนดีของสังคมค่ะ
    นางสาวสุวนันท์ นาแส

    อ่านต่อ
  • ความคืบหน้าโครงการ > สร้างเล้าไก่อารมณ์ดีเพื่อผู้ป่วยจิตเวช

    เปลี่ยนพื้นที่สร้างเล้าไก่อารมณ์ดี ในการดูแลของสมาคมสายใยครอบครัว จ.นนทบุรี

    25 มกราคม 2023

    หลังจากปิดการระดมทุน มูลนิธิ วี แชร์ ได้ประสานงานกับศูนย์พัฒนาชีวิตผู้ป่วยจิตเวชบ้านสวนสายใย-ก้อนแก้ว จังหวัดฉะเชิงเทรา ว่าได้รับการสนับสนุนการสร้างเล้าไก้แล้ว และเพื่อส่งต่อโอกาสแก่ผู้ป่วยจิตเวชกลุ่มอื่น มูลนิธิ วี แชร์ จึงขอปรับเป็นสมาคมสายใยครอบครัว ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี สร้างในพื้นที่ในเขตโรงพยาบาลศรีธัญญาแทน

    การวางแผนการจัดทำโครงการ มูลนิธิ วี แชร์ ได้เลือกการจัดทำโรงเรือนรูปแบบการสร้างเล้าไก่อารมณ์ดี เพื่อผู้ป่วยจิตเวช แบบเพิงหมาแหงนกลาย ลักษณะของโรงเรือนจะดีกว่าแบบเพิงหมาแหงนและแบบหน้าจั่ว ทั้งนี้ เพราะมีการระบายอากาศร้อน กันฝน กันแดดได้ดีกว่าและข้อสำคัญคือ ค่าก่อสร้างจะถูกกว่าแบบหน้าจั่ว


    ภาพ: รูปแบบการก่อสร้างเล้าไก่ แบบเพิงหมาแหงานกลาย


    ภาพ: เล้าไก่ที่กำลังจะสร้าง


    ภาพ: ภายในเล้าไก่ เมื่อดำเนินการเสร็จสิ้น

    หลังจากการสร้างเล้าไก่เสร็จสิ้นแล้ว ให้ฉีดยาฆ่าเชื้อและโรยปูนขาวบนพื้นในเล้าไก่ แล้วจึงนำแกลบไปใส่ไว้บนพื้นในเล้าไก่ไม่หนา หรือบางมากจนเกินไป หากบางจนเกินไปจะทำให้ขี้ไก่แห้งช้า ส่งกลิ่นและสกปรก หากหนาเกินไป จะให้เกิดความหมักหมมและเกิดเชื้อโรคในไก่

    เมื่อพ่นยาฆ่าเชื้อและโรยปูนขาวเสร็จแล้ว จึงนำแกลบมาลงไว้บนพื้น จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 20-25 วัน จนกว่า แกลบจะแห้ง จึงจะสามารถนำแม่ไก่ลงพื้นที่ได้


    อ่านต่อ
  • ความคืบหน้าโครงการ > สร้างรั้วโรงเรียนและทาสีอาคารเรียน โรงเรียนบ้านใหม่ห้วยหวาย

    ค่าอาสาเพื่อนดอย (ep.5) ทาสีและสร้างรั้วโรงเรียนบ้านใหม่ห้วยหวายแล้ว

    25 มกราคม 2023

    โครงการค่ายเพื่อนดอยพัฒนา ep.5 ได้จัดขึ้นที่โรงเรียนบ้านใหม่ห้วยหวาย ตำบลห้วยโป่ง อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เมื่อวันที่ 21-31 ธันวาคม โดยได้มีการเข้าไปสร้างรั้วโรงเรียน จัดทำป้ายโรงเรียนและทาสีปรับปรุงอาคารเรียนอนุบาลและอาคารประถมวัย มีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำนวน 50 คน และนักเรียนและอาจารย์รวมถึงชาวบ้านจากชุมชนบ้านใหม่ห้วยหวาย ได้มีการแวะมาเข้าร่วมกิจกรรมด้วยเช่นกัน การสร้างรั้วโรงเรียน ป้ายโรงเรียน และทาสีปรับปรุงอาครเรียน โรงเรียนบ้านใหม่ห้วยหวายมีนักเรียนกว่า 52 คน รวมทั้งคณะอาจารย์ชาวบ้าน

    เนื่องจากการไม่มีรั้วโรงเรียนทำควบคุมดูแลนักเรียนได้ยาก และไม่สามารถรักษาความปลอดภัยได้เท่าที่ควร รั้วโรงเรียนจะเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับนักเรียนมากยิ่งขึ้น การทาสีปรับปรุงอาคารเรียนเพื่อให้อาคารเรียนมีความสดใส เหมาะแก่น้องๆประถมวัย

    อีกทั้งการดำเนินกิจกรรมค่ายเพื่อนดอยพัฒนาในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการสร้างรั้งและทาสีอาคารเรียนแล้ว การเข้าไปจัดกิจกรรมของนักศึกษาที่มีนักศึกษาพิการทั้งทางการเคลื่อนไหวและพิการทางสายตาเข้าไป เราได้ไปสร้างความเข้าใจให้แก่น้องๆและชาวบ้าน ในเข้าใจในคนพิการ สอนพิการให้การช่วยเหลือและการอยู่ร่วมกัน

    ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจากจัดกิจกรรม เราพบว่าคณะอาจารย์และนักเรียนรวมถึงชาวบ้านมีความสุขในการทาสีโรงเรียนแล้วสร้างรั้วโรงเรียนเป็นอย่างมาก ทุกคนจะคอยแวะเวียนมาช่วยเหลือและให้กำลังใจ หลังจากมีรั้วโรงเรียนขึ้น การดูแลเรื่องความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากมีช่องทางเช้าออกที่ชัดเจน ในส่วนของเรื่องคนพิการตัวนักเรียนแล้วชาวบ้านมีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น เวลานักศึกษาพิการไปไหนน้อง ๆ แล้วชาวบ้านจะเข้ามาช่วยเหลือ รวมถึงกล้าที่จะสอบถามเกี่ยวกับการช่วยเหลือที่ถูกต้อง

    โดยสรุปแล้วโครงการเพื่อนดอยพัฒนา เข้าไปสร้างรั้วโรงเรียนและทาสีอาคารเรียนเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2565 โดยได้ทำนินกิจกรรมเสร็จสิ้นสมบูรณ์ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

    ภาพกิจกรรม


    ภาพ: หน้าโรงเรียนบ้านใหม่ห้วยหวาย


    ภาพ: การเดินทางไปโรงเรียน


    ภาพ: พี่ๆอาสาสมัครนักศึกษาและชาวบ้านร่วมกันทาสีอาคารเรียน


    ภาพ: พี่ๆอาสาสมัครก่อโครงสร้างรั้วโรงเรียน


    ภาพ: พี่ๆอาสาสมัครผู้พอการร่วมช่วยฉาบปูนสร้างรั้วโรงเรียนให้น้องๆ


    ภาพ: อาคารเรียนของน้องๆหลังทาสีเสร็จ


    ภาพ: อาคารเรียนของน้องๆ


    ภาพ: พี่ๆและน้องๆถ่ายภาพร่วมกัน

    ความประทับใจจากครูและนักเรียนโรงเรียนบ้านใหม่ห้วยหวาย


    สวัสดีค่ะ ชื่อลลิษลาเป็นครูสอนอยู่ที่โรงเรียนบ้านใหม่ห้วยหวายค่ะ ก็รู้สึกประทับใจน้องๆมากๆเลยค่ะเพราะว่าโดยส่วนตัวแล้วรู้สึกดีมากเพราะว่าน้องๆมาทำประโยชน์ให้กับโรงเรียนแล้วก็รู้สึกภูมิใจแล้วก็เป็นเกียรติมากๆเลยค่ะที่น้องๆมาทาสีใหม่ให้โรงเรียนนะคะเพราะไม่รู้ว่าถ้าไม่ได้น้องๆก็ไม่รู้ว่าโรงเรียนจะเป็นแบบนี้เมื่อไหร่นะคะก็ขอบคุณน้องๆจากใจจริงๆค่ะแล้วก็รู้สึกดีใจจริงๆค่ะ และก็ขอบคุณจริงๆค่ะ
    ครูลลิษลา


    สวัสดีค่ะชื่อนภาพรนะคะ เป็นธุรการโรงเรียนบ้านใหม่ห้วยหวายนะคะคือรู้สึกดีใจแล้วก็ภูมิใจมากที่ได้เห็นน้องๆนักศึกษามาพัฒนาโรงเรียนให้กับนักเรียนชาวเขา รู้สึกจากใจจริงๆนะคะได้เห็นน้องๆได้มาพัฒนาได้มาสร้างโอกาสเปิดโอกาสให้กับเด็กนักเรียนนะคะแล้วก็เวลาที่ได้เห็นรอยยิ้มนักศึกษาที่มอบให้กับน้องๆ รวมถึงมอบความสนุกสนานให้กับนเองๆเห็นแล้วรู้สึกภูมิใจแล้วก็มีความสุขมากๆเลยค่ะขอบคุณค่ะ
    ครูนภาพร


    หนูดีใจมากๆและก็ชอบมากที่พี่ๆมาจัดกิจกรรมทั้งมาสอนหนังสือ มาเตะบอลเล่นกีฬาสีด้วยกันและก็แจกของขวัญวันปีใหม่ และก็ชอบสีของห้องเรียนที่พี่ๆมาทาให้ค่ะ เหมือนได้ห้องใหม่เลย และรั้วโรงเรียนกับป้ายโรงเรียนที่พี่ๆทำก็สวยมากเลยค่ะ 
    ตัวแทนเด็กนักเรียน

    ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากทำโครงการ

    กลุ่มที่ได้รับประโยชน์จำนวนความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
    เด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านใหม่ห้วยหวาย 52 คนนักเรียนได้มีรั้วโรงเรียนที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัย มีอาคารเรียนที่สีสันสดใส อีกทั้งได้เรียนรู้ในเรื่องของคนพิการ
    อาสาสมัครนักศึกษาพิการของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์10 คนนักศึกษาพิการได้มีโอกาสไปทำกิจกรรมจิตอาสา เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้พิการได้มีส่วนร่วม เพราะหลายครั้งที่ผู้พิการมีความคิดว่าตนเองไม่สามารถช่วยเหลือสังคมได้
    อาสาสมัครนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  40 คนนักศึกษาชุมนุมเพื่อนโดมสัมพันธ์  ได้มีโอกาสไปทำกิจกรรมจิตอาสา เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้พิการได้มีส่วนร่วม เพราะหลายครั้งที่ผู้พิการมีความคิดว่าตนเองไม่สามารถช่วยเหลือสังคมได้
    โรงเรียนบ้านใหม่ห้วยหวาย1 โรงเรียนโรงเรียนได้สร้างรั้วและป้ายโรงเรียน รั้วทั้งทาสีปรับปรุงโรงเรียนให้มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการสอนนักเรียน

    อ่านต่อ
  • ความคืบหน้าโครงการ > อุปถัมภ์"น้องบัวสวรรค์"ช้างป่วยติดเตียง

    ส่งมอบความช่วยเหลือ "น้องบัวสวรรค์" เรียบร้อยแล้ว

    25 มกราคม 2023

    เมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ.2565 มูลนิธิอนุรักษ์ช้างเอเชียเดินทางมอบเงินสนับสนุนค่าควาญดูแลช้างติดเตียง เดือนละ 14,000 บาท เป็นระยะเวลา 1 ปี รวม 168,000 บาท และมอบนมถั่วเหลืองให้กับน้องบัวสวรรค์ รวมถึงอาหารเสริมต่างๆ เพื่อเป็นกำลังใจให้กับน้องบัวสวรรค์ต่อสู้กับโรคร้าย

    ภาพ: พังช้างบัวสวรรค์ที่นอนป่วย

    ภาพ: ตัวแทนดูแลช้างได้รับความช่วยเหลือดูแลพังบัวสวรรค์

    ความประทับใจจากผู้ดูแลช้าง

    "ขอขอบคุณทางมูลนิธิอนุรักษ์ช้างเอเชียรวมถึง โครงการเทใจที่มอบเงินสนับสนุนค่าควาญที่ทำหน้าที่ดูแลน้องบัวสวรรค์ ทั้งนี้ช่วยแบ่งเบาภาระให้กับเราได้มากจริงๆ เพราะทางเราแบกภาระจ่ายค่าควาญมาตั้งแต่น้องบัวสวรรค์เข้ารับรักษา ขอขอบพระคัณผู้บริจาคทุกท่าน ขอบคุณทุกฝ่ายที่ดูแลน้องบัวสวรรค์อย่างดี ขอขอบพระคุณจากใจจริง"
    เจ้าของช้างบัวสวรรค์

    "นอกจากบัวสวรรค์แล้วเราจะดำเนินการช่วยเหลือช้างเชือกอื่นๆที่มีโรคร้าย รวมถึงช้างที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้เราจะสนับสนุนช้างไทยทั่วทุกภูมิภาค เพื่อให้ช้างไทย ได้อยู่คู่เมืองไทยตลอดไป"
    นาย ณัฐกานต์ แก้วกันภัย ผู้จัดการมูลนิธิอนุรักษ์ช้างเอเชีย

    ผลที่เกิดขึ้นจากทำโครงการ

    กลุ่มที่ได้รับประโยชน์จำนวนความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
    ควาญช้าง2 คนได้รับเงินเดือนในการดูแลช้างป่วยติดเตียง
    เจ้าของช้าง1 คนรับเงินเพื่อช่วยเหลือการดูแลค่าใช้จ่าย ในการดูแลช้าง
    ช้าง พังบัวสวรรค์1 เชือกได้รับการอาหารเสริม และการดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อมีชีวิตต่อไป

    อ่านต่อ
  • ความคืบหน้าโครงการ > ช่วยน้องเรียน

    มอบแท็บแล็ตให้แก่ 6 โรงเรียนในจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 45 เครื่อง

    23 มกราคม 2023

    การดำเนินโครงการช่วยน้องเรียนได้เสร็จสิ้นลงแล้ว โดยโรงเรียนที่ได้รับมอบแท็บแล็ตไป ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนในสังกัดเทศบาลในหลายตำบล ได้แก่ โรงเรียนบ้านโป่งน้อย โรงเรียนวัดเกตการาม โรงเรียนศรีสังวาลย์วิทยา โรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ 1 โรงเรียนแม่เหียะสามัคคี และโรงเรียนบ้านร้องอ้อ

    โดยทางเราจัดมอบให้เป็นทรัพย์สินของโรงเรียน และโรงเรียนต้องเป็นผู้รับภาระเรื่องการยืมเรียนและอินเตอร์เน็ตรายเดือน เนื่องจากนักเรียนที่เราไปสำรวจมาไม่มีความพร้อมในเรื่องของค่าใช้จ่ายที่จะเพิ่มขึ้นในส่วนของค่าอินเตอร์เน็ต แต่ทางโรงเรียนได้ยืนยันถึงความพร้อมในเรื่องค่าใช้จ่ายที่โรงเรียนจะจ่ายให้รายเดือนแล้ว

        วิธีการดำเนินโครงการ ได้ใช้กลไกอาสาสมัครในการลงไปสำรวจ Learning loss ของนักเรียนในช่วงโควิด ผลปรากฎว่า นักเรียนในโรงเรียนสังกัดเทศบาล แทบจะทุกโรงเรียน ขาดความต่อเนื่องในการเรียนการสอน เนื่องจากย้ายตามผู้ปกครอง (สถานการณ์โควิดทำให้ผู้ปกครองต้องย้ายถิ่นฐานหรือเปลี่ยนที่ทำงาน) หรือบางครัวเรือนมีอุปกรณ์สำหรับการเรียนออนไลน์เพียงเครื่องเดียว และใช้กันทั้งครอบครัว บางครอบครัวมีลูก 2-3 คน ต้องเปลี่ยนกันเรียนคนละวิชา ทำให้ไม่สามารถเรียนได้อย่างต่อเนื่อง

    ทางโครงการได้ร่วมมือกับคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ทำวิจัย เรื่องพหุวัฒนธรรม ทำให้เราพบว่า เด็กชาติพันธุ์ในเมืองเป็นอันดับแรกใน จังหวัดเชียงใหม่ที่หลุดออกจากระบบการศึกษามากที่สุด จึงทำให้เรานำแท็บแล็ตไปให้กับทางโรงเรียนที่มีเด็กชาติพันธุ์อยู่ด้วยเป็นส่วนใหญ่ และเน้นไปที่น้อง ๆ ระดับชั้นประถมปลาย (ป.5-6) หรือมัธยมต้น (ม.2-3) เนื่องจากเป็นเด็กกลุ่มที่จะต้องใช้ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ในการเปลี่ยนผ่านช่วงชีวิตของพวกเขา

    ความประทับใจของผู้ที่ได้รับประโยชน์

    ภาพ : น้องแสนดาว, น้องปีใหม่, และน้องเนย (เรียงจากซ้ายสุด-ขวาสุด) นักเรียนระดับชั้นป. 6 โรงเรียนวัดเกตการาม ตำบลวัดเกต อำเภอเมือง เชียงใหม่

    น้องแสนดาว แจ้งกับทางทีมงานว่า ตนนั้นเรียนไม่ทันเพื่อน เพราะโทรศัพท์มือถือที่มีอยู่ของตนนั้นเป็นรุ่นเก่าแล้ว เรียนไปก็ต้องชาร์จแบตไปด้วยไม่งั้นเครื่องจะดับลงระหว่างที่กำลังเรียนออนไลน์อยู่

    น้องปีใหม่ เรียนอยู่ที่บ้าน ซึ่งไม่มี wifi และสัญญาณอินเตอร์เน็ตก็ใช้ร่วมกันกับคุณแม่ ทำให้สัญญาณไม่ดี-ขาดหายระหว่างเรียน

    น้องเนย ใช้โทรศัพท์ร่วมกับคุณแม่ (เป็นโทรศัพท์ที่สามารถใช้ google meet และ zoom ได้) แต่พ่อแม่ต้องไปขายของจึงไม่สามารถทำให้การเรียนนั้นประติดปะต่อ บางคาบเรียนก็ไม่ได้เข้าเรียนเพราะคุณแม่ต้องใช้โทรศัพท์

    ภาพ : น้องนะโม นักเรียนชั้นป.4 โรงเรียนบ้านโป่งน้อย

    น้องนะโม แจ้งกับทีมงานว่าทุกวันนี้ใช้โทรศัพท์ของคุณยายเรียน ซึ่งคุณยายเป็นผู้พิการอยู่แต่บ้านและทำรับจ้างปักผ้าขาย บางครั้งเรียนอยู่สัญญาณก็หลุดไปเพราะมีลูกค้าโทรมาสั่งงานปักผ้าของคุณยาย หรือบางทียายก็ต้องใช้โทรศัพท์เพื่อดูลายผ้า ทำให้เข้าเรียนบ้างไม่เข้าเรียนบ้างบางคาบ ทำให้ผลการเรียนตกลงในบางวิชา

    ภาพ : น้องวิว นักเรียนชั้นป.5 โรงเรียนบ้านโป่งน้อย

    น้องวิว อยู่กับพี่สาว 2 คนในบ้าน คุณพ่อทำงานรับจ้างก่อสร้างไม่ได้อยู่บ้าน กลับมาบ้านได้เฉพาะวันที่ไม่มีงาน ซึ่งน้องและตัวพี่สาวก็ยังเรียนอยู่ทั้งคู่และต้องแบกรับภาระค่าอินเตอร์เน็ตเอง ส่วนอุปกรณ์การเรียน น้องวิวใช้โทรศัพท์เครื่องเก่าของคุณพ่อ ทำให้ประสิทธิภาพในการเรียนลดลง

    ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการทำโครงการ 
    กลุ่มที่ได้รับประโยชน์อธิบายจำนวนที่ได้ประโยชน์ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
    เด็กและเยาวชนเด็กที่กำลังจะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ เนื่องจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่ทำให้พวกเขาไม่ได้ไปโรงเรียน อีกทั้งยังต้องประสบกับปัญหาการเรียนออนไลน์เนื่องด้วยสถานะทางครอบครัว
    45 เครื่อง
    6 โรงเรียน
    น้อง ๆ ได้รับอุปกรณ์สำหรับการเรียนรูปแบบ ออนไลน์ ทำให้สามารถเข้าเรียนได้ครบทุกคาบและเริ่มที่จะเรียนทันเพื่อน

    อ่านต่อ