ความเคลื่อนไหว

  • ความคืบหน้าโครงการ > กองทุน P&G #WeStrong บริจาคเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ป้องกันให้แก่บุคลากรทางการแพทย์โดยจิตศรัทธาจากพนักงาน P&G ในประเทศไทย

    P&G ส่งมอบถุงมือทางการแพทย์และอุปกรณ์อื่นๆ ให้กระทรวงสาธารณสุข

    4 สิงหาคม 2020

    พิธีการส่งมอบบริจาคอุปกรณ์ PPE สำหรับบุคลากรแก่กระทรวงสาธารณสุข โดยบริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล ประเทศไทย (P&G) ได้เสร็จสิ้นเรียบร้อยเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2563 โดยมีผู้แทนจากกระทรวงสาธารณสุข นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้รับมอบจาก นายนิติน ดาร์บาริ รองประธานและผู้จัดการทั่วไป บริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล ประเทศไทย ส่วนที่ได้รับบริจาคจากจากพนักงานผ่านเทใจดอทคอม ยอด 100,000 บาท ซึ่งได้นำไปจัดซื้อถุงมือแพทย์และรวมสมทบกับอุปกรณ์อื่นๆ อาทิ ชุดสำหรับแพทย์ หน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์ทำความสะอาด ที่จัดซื้อโดยตรงของบริษัทอีกรวมทั้งหมดเป็นยอด 3 ล้านบาท


    อ่านต่อ
  • ความคืบหน้าโครงการ > Mask to School ระดมทุนซื้อหน้ากากผ้า ให้น้องที่ขาดแคลน

    ความคืบหน้าโครงการ Mask to school

    21 กรกฎาคม 2020

    จากเป้าหมายของโครงการเดิมที่ต้องการมอบหน้ากากผ้าให้เด็ก 3,300 ชิ้น 5 โรงเรียน แต่ในระหว่างที่เปิดระดมทุนมีผู้ใจดีร่วมสนับสนุนโครงการจากภายนอกเพิ่ม ทำให้โครงการสำเร็จและสามารถผลิตได้จำนวนหน้ากากผ้าเกินเป้าหมายมากถึง 9,540 ชิ้น ทำให้โครงการสามารถขยายโรงเรียนที่ช่วยได้เพิ่มอีก 4 โรงเรียนค่ะ สรุปเงินระดมทุนที่ได้รับทั้งหมด 276,332.38 บาท แบ่งเป็นจากเทใจ 37,820 บาท และผู้สนับสนุนใจดีจากภายนอก 204,474.38 บาท ตอนนี้ทางโครงการกำลังดำเนินการผลิตหน้ากากอยู่ โดยจะแจกให้เด็กได้ 4,770 คน คนละ 2 ชิ้นค่ะ

    รายชื่อโรงเรียนที่จะนำหน้ากากผ้าไปแจก มีดังนี้

    โรงเรียนหมายเหตุ
    1. โรงเรียนธรรมจาริณีวิทยา (จ.ราชบุรี)
    2.โรงเรียนวัดสระแก้ว (รุ่งโรจน์ธนกุลอุปถัมภ์) (จ.อ่างทอง)
    3.โรงเรียนบางเสด็จวิทยา (จ.อ่างทอง)
    4.โรงเรียนวรดิตถ์วิทยาประสูทน์ (จ.อ่างทอง)
    5.โรงเรียนวัดท่ากุ่ม (จ.สุพรรณบุรี)
    6.โรงเรียนเทศบาลวัดโบสถ์วรดิตถ์ (จ.อ่างทอง)โรงเรียนเพิ่มเติม
    7.โรงเรียนทุ่งเหียงพิทยาคม (จ.ชลบุรี) โรงเรียนเพิ่มเติม
    8.โรงเรียนวัดทุ่งเหียง (จ.ชลบุรี)โรงเรียนเพิ่มเติม
    9.โรงเรียน ตชด. 16 แห่งโรงเรียนเพิ่มเติม

    หากผลิตเสร็จและทำการส่งมอบจะนำภาพมาฝากอีกครั้ง ขอขอบคุณผู้ใจดีทุกคนค่ะ

    อ่านต่อ
  • ความคืบหน้าโครงการ > เทอร์โมสแกนให้โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน

    ปิดโครงการส่งมอบชุดเทอร์โมสแกน

    21 กรกฎาคม 2020

    เทใจร่วมกับโครงการเด็กไทยแก้มใส ส่งมอบชุดเทอร์โมสแกน จากการเปิดรับการสนับสนุนของประชาชนเพื่อส่งมอบให้กับโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนอีก 25 เครื่อง โดย 20 เครื่องเป็นเงินจัดซื้อจากการบริจาค และอีก 5 เครื่องทางเพจ Help the Helpers ความดีส่งต่อได้ ร่วมมอบให้ในครั้งนี้

    อย่างไรก็ตามกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนยังได้รับมอบเครื่องเทอร์โมสแกนอีก 162 เครื่องทำให้โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนมี เทอร์โมสแกนครบแล้วทั้ง 220 โรงเรียน ส่วน 25 เครื่องที่มอบให้วันนี้ทางตชด.จะมอบให้กับโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนเกิน 150 คน

    อนึ่งสำหรับเงินที่เหลือในโครงการขอนำมอบให้โครงการอื่นๆ เพื่อจัดซื้อเครื่องป้องกันสำหรับเด็กๆในโรงเรียนต่อไป

    อ่านต่อ
  • ความคืบหน้าโครงการ > แหล่งเรียนรู้เด็กข้ามชาติ จ.นครศรีธรรมราช

    จัด 10 กิจกรรม ให้ความรู้สิทธิมนุษยชน และสุขภาวะ แก่เด็กและผู้ปกครอง

    20 กรกฎาคม 2020

    กิจกรรมที่ 1 เวทีประชุมสร้างความเข้าใจกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับเด็กผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติ และแนวทางการจัดการศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติในชุมชน เมื่อวันที่ 30 – 31 มกราคม พ.ศ.2563 เวลา 09.00 – 15.00 น. ณ ห้องประชุมรู้รักสามัคคี ที่ว่าการอำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช

    ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ : แกนนำอาสาสมัครแรงงานข้ามชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติในพื้นที่อำเภอขนอม จำนวน 45 คน โดยมีการจัดการประชุม 2 วัน คือวันที่ 30 มกราคม 2563 เป็นการประชุม เพื่อวางแผนและเตรียมงานประชุม มีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งสิ้น 16 คน และวันที่ 31 มกราคม 2563 มีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม พ่อแม่ผู้ปกครองเด็กและแกนนำอาสาสมัครแรงงานข้ามชาติ รวมทั้งสิ้น 32 คน

    สิ่งที่ได้ผล/เกิดการเปลี่ยนแปลง : ผู้เข้าร่วมมาจากหน่วยงานทั้งฝ่ายการศึกษา โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก กศน. ฝ่ายงานด้านการปกครอง ผู้บังคับใช้กฎหมาย ฝ่ายงานบริการด้านสุขภาพ โรงพยาบาล ผู้ประกอบการแพปลา สมาคมประมงอำเภอขนอม ได้ทำความเข้าใจถึงการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติร่วมกัน และได้รับรู้ถึงภาระกิจงานของแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติ ทำให้เห็นถึงช่องทางการหนุนเสริม ที่แต่ละหน่วยงานจะให้ความร่วมมือในการทำงานร่วมกัน ทุกหน่วยงานให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการให้ข้อเสนอแนะในเรื่องการบริหารจัดการศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติ และการจัดการหลักสูตรการเรียนการสอน ทักษะชีวิตและการรับรองวุฒิบัตรเมื่อเรียนจบ ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งที่จะช่วยสร้างแรงจูงใจให้ผู้ปกครองสนับสนุนให้เด็กได้เรียนเพิ่มมากขึ้น รวมถึงความร่วมมือในการส่งต่อเด็กที่มีความต้องการเข้าสู่การเรียนในระบบ และนอกระบบซึ่งทาง กศน.อำเภอขนอมได้นำหลักสูตรการเรียนการสอนและทักษะชีวิตที่มีอยู่มาพัฒนาให้เข้ากับบริบทและวิถีชีวิตของเด็กผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติ ในเวทีมีข้อเสนอถึงการจัดเวทีพูดคุยเพื่อหาความร่วมมือในเรื่องการศึกษาเด็กผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติโดยเฉพาะร่วมกัน เพื่อจะได้ลงรายละเอียดในการทำงานให้ชัดเจนขึ้น รวมถึงการเสนอให้จัดทำข้อมูลData base เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลก่อนเริ่มโครงการ จะได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงว่าจะเป็นอย่างไร เพื่อเป็นบทเรียนและรูปแบบการทำงานในอำเภอขนอม (ขนอมโมเดล) ในส่วนของผู้ปกครองและอาสาสมัครแรงงานข้ามชาติ ที่เข้าร่วมประชุม มีความพึงพอใจและมีความหวัง พลังใจในการที่จะขับเคลื่อนงานศูนย์เด็กฯ โดยมีภาคีเครือข่ายในพื้นที่ให้การสนับสนุน การประชุมร่วมกันทำให้ทุกฝ่ายได้รับฟังเสียงและความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เป็นการลดช่องว่างในการเชื่อมต่องานกับภาคีเครือข่าย และทำให้ผู้เข้าร่วมได้ทำความรู้จักกันและมีสัมพันธภาพอันดีต่อกัน จะช่วยเอื้อต่อการประสานงานในการดำเนินงานโครงการได้ดีต่อไปในอนาคต

    กิจกรรมที่ 2 ประสานและประชุมหารือเรื่องการศึกษาศูนย์การเรียนฯ กับผู้ปกครองแกนนำแรงงานข้ามชาติ เมื่อวันที่ 15-16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2563 ณ ศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติ อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช

    ผู้ได้รับผลประโยชน์ : พ่อแม่ผู้ปกครอง อาสาสมัคร โดยวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ผู้เข้าร่วม 13 คน และวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ผู้เข้าร่วม 13 คน รวมทั้งสิ้น 26 คน

    สิ่งที่ได้ผล/เกิดการเปลี่ยนแปลง : ผู้ปกครองและแกนนำอาสาสมัครเกิดการร่วมกลุ่มปรึกษาหารือร่วมกันถึงแนวทางการจัดการศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติใน 3 เรื่อง คือ

    1. การสร้างความตระหนักให้กับผู้ปกครองในเรื่องการศึกษาลูกหลานแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะเห็นความสำคัญถึงอนาคตของเด็ก เด็กผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติในชุมชนที่ไม่เข้าสู่ระบบการศึกษาทั้งในและนอกระบบ มีความสุ่มเสี่ยงที่จะเป็นแรงงานเด็ก และอยู่เพียงลำพังในบ้านพักที่ไม่ปลอดภัย จะต้องทำการประชาสัมพันธ์ผ่านผู้ปกครองและแกนนำอาสาสมัครเพื่อสร้างความตระหนักในเรื่องการศึกษาและส่งลูกหลานเข้ามาเรียนที่ศูนย์การเรียนรู้สำหรับเด็กข้ามชาติ ที่สอนโดยครูเมียนมาร์และได้เรียนตามแบบเรียนของการศึกษาของเมียนมาร์ แม้จะยังไม่มีวุฒิบัตรรับรองแต่การส่งลูกหลานเข้ามาเรียนก็จะทำให้เด็กสามารถอ่านออกเขียนได้ในภาษาของตนเองได้
    2. การทำความเข้าใจกับผู้ปกครองที่ส่งลูกเรียนในระบบการศึกษาของไทย ให้เห็นความสำคัญของภาษาของตนเอง หากต้องกลับไปอยู่ที่ประเทศต้นทาง แต่ไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ในภาษาของตนเอง เด็กจะใช้ชีวิตอยู่บนความยากลำบาก เพื่อให้ผู้ปกครองส่งลูกมาเรียนภาษาพม่าที่ศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติอำเภอขนอมในช่วงปิดภาคเรียนเดือนเมษายน หรือแม้หากเด็กต้องออกจากระบบโรงเรียนของไทย ซึ่งอาจมีปัจจัยมากมายที่ไม่เอื้อให้พวกเขาไปต่อได้ เด็กก็จะมีทางเลือกทางการศึกษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับพวกเขาได้ในอนาคต
    3. การบริหารจัดการศูนย์การเรียนรู้ฯ และการระดมทุนให้ศูนย์ฯ ยังคงอยู่ได้อย่างยั่งยืน จะทำอย่างไร ซึ่งผู้ปกครองและแกนนำอาสาสมัครยังขาดทักษะและวิธีการที่จะปฏิบัติ จึงเสนอความต้องการที่จะไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้และศึกษาถึงวิธีการของศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติอื่นๆ ที่สามารถจัดการศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติได้ เพื่อที่จะนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทในชุมชนอำเภอขนอม

    กิจกรรมที่ 3 การศึกษาดูงานรูปแบบการจัดการศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2563 โดยได้ดูงาน 2 แห่ง ในอำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี คือ ศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติวัดโพหวาย ตำบลบางกุ้งและศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติวัดสมหวัง ตำบลวัดประดู่

    ผู้ได้รับผลประโยชน์ : ผู้ปกครองและแกนนำอาสาสมัคร จำนวน 10 คน

    สิ่งที่ได้ผล/เกิดการเปลี่ยนแปลง : สรุปการศึกษาดูงานทั้ง 2 แห่ง ความคิดเห็นของผู้ปกครองและแกนนำอาสาสมัคร มองว่าศูนย์การเรียนฯ วัดโพหวายจะมีต้นทุนและความช่วยเหลือจากคนที่มีกำลังและมีเครดิตทางสังคมค่อนข้างมาก ซึ่งห่างไกลจากศูนย์การเรียนฯ อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช แต่ให้ความสนใจศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติวัดสมหวังมาก เพราะมีบริบทใกล้เคียงกัน ทำให้ผู้ปกครองและแกนนำอาสาสมัครรู้สึกมีพลังใจและมีความหวังที่จะนำแนวทางของศูนย์ฯวัดสมหวังมาลองปรับใช้ในพื้นที่ โดยมีแผนในเรื่องการเก็บข้อมูลความต้องการด้านการศึกษาของผู้ปกครองแรงงานข้ามชาติ และการประชาสัมพันธ์ศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติอำเภอขนอมให้เป็นที่รู้จักในชุมชน โดยอยากให้ทางเจ้าหน้าที่โครงการฯมูลนิธิรักษ์ไทยหนุนเสริมในเรื่องทักษะต่างๆ ทั้งเรื่องวิธีการเก็บข้อมูล การวางแผนประชาสัมพันธ์กับผู้ปกครองเพื่อให้ส่งเด็กมาเรียน และทักษะการระดมทุน รวมถึงในเรื่องการบริหารจัดการในเรื่องการเงิน รวมถึงการผลักดันให้เด็กและครูไปสอบวัดระดับการศึกษาที่ประเทศต้นทาง และจะได้รับวุฒิบัตรเมื่อเรียนจบ ซึ่งจะเป็นสิ่งที่จะจูงใจให้ผู้ปกครองอยากส่งลูกหลานมาเรียน และในเรื่องการอบรมพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการและครูผู้สอนก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ผู้ปกครองและชุมชนเกิดความมั่นใจและเชื่อมั่นในศูนย์การเรียนฯแห่งนี้ และต้องสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนให้มากยิ่งขึ้นเช่นกัน

    กิจกรรมที่ 4 กิจกรรมประชุมหารือเรื่องการบริหารจัดการศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติในช่วงสถานการณ์โควิด-19 จัดขึ้นในวันที่ 13-14 เมษายน พ.ศ.2563 ณ ศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติ อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช

    ผู้ได้รับผลประโยชน์ : ผู้ปกครองและแกนนำอาสาสมัครแรงงานข้ามชาติ วันที่ 13 เมษายน ผู้เข้าร่วม 11 คน และวันที่ 14 เมษายน ผู้เข้าร่วม 8 คน ซึ่งมีคนเก่า 5 คน และคนใหม่ที่เข้ามาร่วมประชุม 6 คน และเจ้าหน้าที่มูลนิธิรักษ์ไทย 2 คน

    สิ่งที่ได้ผล/เกิดการเปลี่ยนแปลง : ร่วมกันกำหนดทิศทางในการบริหารจัดการศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 รวมถึงหาแนวทางการป้องกันการติดเชื้อฯและหาแนวทางการแก้ไขต่างๆ ร่วมกันในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินนี้

    กิจกรรมที่ 5 อบรมทักษะชีวิตเด็ก สิทธิเด็ก สำหรับเด็กข้ามชาติในชุมชน ในวันที่ 15-16 เมษายน พ.ศ.2563 ณ ศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติอำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช

    ผู้ได้รับผลประโยชน์ : เด็กผู้ติดตามแรงงานช้ามชาติ จำนวน 32 คน เป็นชาย 17 คน หญิง 15 คน โดยอบรมในศูนย์การเรียนฯ เด็กข้ามชาติที่มีเด็กมารวมตัวกัน แต่เน้นการเว้นระยะห่างในช่วงอบรม

    สิ่งที่ได้ผล/เกิดการเปลี่ยนแปลง : เด็กผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติมีความตระหนักในเรื่องการดูแลสุขภาพ และมีความรู้และการป้องกันไวรัสโควิด-19 ที่ถูกต้อง รวมถึงได้รับรู้ถึงสิทธิเด็กขั้นพื้นฐานที่ตนเอง มีทั้งรายเก่าและรายใหม่ ในส่วนของรายเก่าจะทำการทบทวนข้อมูลความรู้ที่เคยผ่านการอบรม และให้ความรู้กับรายใหม่ให้มีความเข้าใจและตระหนักถึงการป้องกัน เพราะยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม ไม่เว้นระยะห่าง

    กิจกรรมที่ 6 โมบายความรู้เคลื่อนที่อบรมให้ความรู้และสร้างความตระหนักในเรื่องสุขภาวะสำหรับผู้ปกครองแรงงานข้ามชาติ ในวันที่ 18-20 เมษายน พ.ศ.2563 ที่ห้องพักแพปลาในอำเภอขนอม

    ผู้ได้รับผลประโยชน์ : จำนวน 58 คน เป็นชาย 24 คน เป็นหญิง 34 คน เป็นแรงงานข้ามชาติ 49 คน เป็นคนไทย 7 คน

    สิ่งที่ได้ผล/เกิดการเปลี่ยนแปลง : ผู้ปกครองแรงงานข้ามชาติและคนไทยในชุมชนยังเข้าไม่ถึงข้อมูลความรู้ในเรื่องโควิด-19 ได้ชัดเจน รู้แต่ว่ามีการระบาด แต่ก็ยังใช้ชีวิตปกติ หลายคนจะใส่หน้ากากอนามัยเฉพาะเวลาออกจากบ้านเพราะกลัวถูกตำรวจจับ ไม่ได้กลัวติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และยังไม่รู้วิธีการล้างมือที่ถูกต้อง หลายคนยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม ไม่เว้นระยะห่าง เนื่องจากสื่อต่างๆ ที่ประกาศให้เฝ้าระวังหรือการป้องกันไม่มีภาษาแรงงานข้ามชาติ พม่า มอญ การจัดกิจกรรมให้ความรู้โดยใช้สื่อที่เป็นภาษาพม่าและมีล่ามช่วยแปลภาษาเพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่องการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ทำให้แรงงานข้ามชาติมีข้อมูลและทักษะในการป้องกันเพิ่มมากขึ้น เริ่มให้ความสนใจในเรื่องการป้องกันไวรัสโควิด-19 เพราะเป็นสถานการณ์ที่ทุกคนต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด รวมถึงได้มีการแจกหน้ากากผ้า สบู่ ที่ได้รับจากโครงการ นธส.และผู้บริจาคต่างๆ ทำให้แรงงานมีความพึงพอใจมาก เพราะหน้ากากแพงและมีแค่คนละ 1 ชิ้น โดยแกนนำอาสาสมัครเด็กเป็นผู้ช่วยในการอบรมในครั้งนี้ ช่วยให้ข้อมูลเรื่องโควิด-19 ร่วมกัน และให้ข้อมูลการล้างมือและการใช้ผ้าปิดปากได้อย่างถูกต้อง

    กิจกรรมที่ 7 โมบายความรู้เคลื่อนที่ทักษะชีวิตเด็ก สิทธิเด็ก สำหรับเด็กข้ามชาติในชุมชน ในวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ.2563 ณ ชุมชนที่พักแรงงานข้ามชาติ อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช อบรมให้ความรู้ในเรื่องการดูแลสุขภาพในช่วงCOVID-19 และสิทธิเด็กขั้นพื้นฐาน

    ผู้ได้รับผลประโยชน์ : เด็กผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติจำนวน 20 คน เป็นชาย 15 คน เป็นหญิง 5 คน อบรมตามแพห้องพักของเด็กๆ แบบกลุ่มย่อย เนื่องจากสถานการณ์โควิด ลดความเสี่ยงในการรวมตัว

    สิ่งที่ได้ผล/เกิดการเปลี่ยนแปลง : ให้ความรู้ในเรื่องการป้องกันCOVID-19 โดยเฉพาะการป้องกันที่ง่ายและประหยัดที่สุดคือการล้างมือ และการใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ ให้เด็กๆ มีความตระหนักและให้ความสำคัญไม่ประมาท เพราะเด็กๆ ส่วนใหญ่ในชุมชนยังเล่นกันเป็นกลุ่มไม่เว้นระยะห่าง เนื่องจากความเป็นเด็กและผู้ใหญ่เองก็เห็นว่าสถานการณ์เบาบางลง จึงไม่ให้ความสำคัญมากนัก การอบรมในครั้งนี้จึงเป็นการกระตุ้นเตือนให้เด็กๆ มีความระมัดระวังปกป้องตนเอง การสวมใส่หน้ากากอนามัย การล้างมือบ่อยๆ และการเว้นระยะห่าง มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องสุขภาวะ อีกทั้งเชื่อมโยงในการชวนคุยในเรื่องสิทธิเด็ก โดยเฉพาะสิทธิในด้านสุขภาพ หากเกิดเจ็บป่วยไม่สบายจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร และเข้าสู่กระบวนการรักษาสถานบริการโรงพยาบาลตามสิทธิอย่างไร เพราะสิทธิด้านสุขภาพเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนจะต้องได้รับอย่างเท่าเทียมกัน

    กิจกรรมที่ 8 อบรมความรู้ทักษะชีวิตเด็ก สุขภาวะ ในศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติสำหรับเด็กข้ามชาติ

    ในวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ.2563 ณ ศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติ อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช อบรมให้ความรู้ในเรื่องการดูแลสุขภาพในช่วงCOVID-19 การล้างมือที่ถูกวิธีเพื่อป้องกันCOVID-19 และสิทธิเด็กขั้นพื้นฐานโดยเฉพาะสิทธิด้านสุขภาพ

    ผู้ได้รับผลประโยชน์ : เด็กผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติจำนวน 20 คน เป็นชาย 10 คน เป็นหญิง 10 คน

    สิ่งที่ได้ผล/เกิดการเปลี่ยนแปลง : การจัดกิจกรรมอบรมในศูนย์การเรียนฯ เป็นการจัดกิจกรรมที่สืบเนื่องจากวันนี้คุณครูได้นัดเด็กมาพบกันเพื่อเข้ามาแลกเปลี่ยนสถานการณ์COVID-19 ที่ผ่านมา เป็นการติดตามเด็กไปด้วย เพื่อไม่ให้เด็กหายไปจากระบบการเรียนของศูนย์ เพราะโรงเรียนได้ปิดตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน และถือโอกาสมาทบทวนการเรียนกัน ซึ่งเด็กที่เข้ามาร่วมมีทั้งเด็กที่ปัจจุบันกำลังเรียนอยู่ในศูนย์ฯ และเด็กที่เคยเรียนและออกไปเรียนต่อในระบบ รวมถึงเด็กที่อยู่บ้านไม่ได้เรียน แต่ช่วงนี้เป็นช่วงที่เด็กทุกคนอยู่บ้าน ปิดภาคเรียน เมื่อมีกิจกรรมที่ศูนย์ฯ จึงเข้ามาร่วมกิจกรรม จึงทำให้วันนี้เด็กๆ มีความสุขที่ได้พบเพื่อนเก่าๆ ที่เคยเรียนด้วยกัน รวมถึงวันนี้ทางมูลนิธิรักษ์ไทยได้จัดกิจกรรมอบรมร่วมด้วย และที่เด็กๆ ชอบที่สุดคือกิจกรรมช่วยกันกรอกแอลกอฮอล์สำหรับล้างมือใส่ขวดและทุกคนได้รับกลับไปใช้ที่บ้าน ทำให้รู้สึกดีใจที่ได้รับของที่ทำด้วยมือของตนเองไปใช้เอง อีกทั้งยังมีทีมสมาคมสื่อชุมชนภาคใต้เข้าไปถ่ายทำคลิปวีดีโอและสัมภาษณ์เด็กๆ เครือข่ายคนทำงานเยาวชนโครงการ สสส.เข้ามาเยี่ยมเยือนเด็กๆ จึงทำให้กิจกรรมวันนี้คึกคักมาก เด็กๆ ตื่นเต้นและสนุกในการทำกิจกรรม มีเด็กหลายคนมีความเปลี่ยนแปลงจากที่ไม่ค่อยมีความมั่นใจไม่กล้า

    กิจกรรมที่ 9 โมบายความรู้เคลื่อนที่อบรมให้ความรู้และสร้างความตระหนักในเรื่องสุขภาวะสำหรับผู้ปกครองแรงงานข้ามชาติ ในวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ.2563 ณ ห้องพักแพปลาในอำเภอขนอม จ.นครศรีธรรมราช

    ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ : ผู้ปกครองแรงงานข้ามชาติเมียนมาร์ จำนวน 22 คน เป็นชาย 3 คน เป็นหญิง 19 คน มีรายเก่าที่เคยผ่านการอบรมCOVID-19 แล้ว 3 ราย และรายใหม่ 19 ราย

    สิ่งที่ได้ผล/เกิดการเปลี่ยนแปลง : แรงงานข้ามชาติได้รับความรู้ในเรื่องการดูแลสุขภาพและการป้องกันที่ถูกต้องในเรื่องการป้องกันโควิด-19 รู้ถึงสิทธิสุขภาพขั้นพื้นฐานที่ควรจะได้รับ โดยใช้สื่อที่เป็นภาษาพม่าและมีล่ามช่วยแปลภาษาเพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่องการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ทำให้แรงงานข้ามชาติมีข้อมูลและทักษะในการป้องกันเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งการลงพื้นที่โมบายให้ความรู้ตามที่พักแรงงานข้ามชาติ ทำให้เกิดสัมพันธภาพที่ดี ได้โอกาสในการคุยในเรื่องของการจัดการเรียนรู้ของเด็กข้ามชาติลูกหลานของพวกเขา ทำให้ผู้ปกครองบางรายที่ยังไม่นำลูกเข้าสู่ระบบการศึกษาเกิดความต้องการให้ลูกได้เรียน จึงทำให้เห็นว่าการสร้างความไว้วางใจก็เป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ปกครองจะส่งลูกเข้าเรียนที่ศูนย์การเรียนฯ ได้

    กิจกรรมที่ 10 อบรมทักษะชีวิตเด็กในเรื่องสุขภาวะ อนามัยเจริญพันธ์ การปกป้องตนเองไม่ตกเป็นเหยื่อหรือถูกละเมิด ในวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2563 ณ ศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติ อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช

    ผู้ได้รับผลประโยชน์: เด็กผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติจำนวน 22 คน เป็นชาย 14 คน เป็นหญิง 8 คน

    สิ่งที่ได้ผล/เกิดการเปลี่ยนแปลง: เด็กผู้ติดตามแรงงานข้ามชาติมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องอนามัยเจริญพันธ์ ทักษะการปกป้องตนเองไม่ตกเป็นเหยื่อหรือถูกละเมิด ไม่ให้ถูกอนาจารหรือความรุนแรงทางเพศทั้งผู้ชายและผู้หญิง เนื่องจากเด็กๆ หลายคนเริ่มเข้าสู่วัยที่เกิดสัญญานของการเป็นหนุ่มเป็นสาว จึงมีความจำเป็นที่จะต้องให้ความรู้ในเรื่องการดูแลสุขภาพทางเพศทางสรีระที่ถูกต้อง สุขอนามัยความสะอาด และการท้องไม่พร้อม

    สัมภาษณ์เด็กที่ได้รับประโยชน์


    ดช.วันทา(น้องสามสิบ)
    อายุ 14 ปี

    น้องสามสิบเคยเรียนที่ศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติอำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ตั้งแต่ตอนอายุ 9-12 ปี และปัจจุบันได้เข้าเรียนที่โรงเรียนวัดกระดังงา อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นโรงเรียนของภาครัฐ แต่เขาจะแวะเวียนมาที่ศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติเกือบทุกวัน และไม่เคยพลาดทุกกิจกรรมที่มูลนิธิรักษ์ไทยจัด

    คำถาม : อะไรที่ทำให้รู้ประทับใจกับศูนย์การเรียนรู้เด็กข้ามชาติแห่งนี้ ?

    น้องสามสิบ : ที่นี่มีเพื่อนๆ ที่พูดภาษาเดียวกัน ได้ทำกิจกรรมด้วยกัน สนุกดี กลับจากโรงเรียนหนูก็มารดน้ำต้นไม้ให้ศูนย์ฯเกือบทุกวัน บ้านอยู่ใกล้ด้วย เดินมาได้ปลอดภัย เวลาพี่ๆรักษ์ไทยมาทำกิจกรรมอะไรก็อยากมาร่วม บางทีเวลาพี่เขามาทำกิจกรรมหรือมาอบรมให้ความรู้ที่ศูนย์ฯ ก็ให้หนูช่วยเป็นล่ามให้ด้วย เพราะน้องๆ บางคนฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่อง

    คำถาม : รู้สึกอย่างไรเมื่อต้องช่วยพี่เขาเป็นล่ามแปลภาษา?

    น้องสามสิบ : หนูชอบ สนุกดี และก็ภูมิใจ ได้ความรู้ในสิ่งที่พี่เขาอบรมให้น้องๆ มากขึ้นด้วย อยากทำอีก เวลาพี่ๆ รักษ์ไทยมา ถ้าหนูอยู่หนูก็จะมาที่ศูนย์ฯ ทุกครั้ง มาช่วยทุกอย่างที่ทำได้

    คำถาม : รู้สึกว่าเราโชคดีไหมที่พูดได้และอ่านได้หลายภาษา?

    น้องสามสิบ : ก็โชคดีนะที่เคยได้เข้ามาเรียนที่ศูนย์นี้ด้วย ตอนนี้หนูพูดได้ 3 ภาษาเลยนะ ภาษามอญ ภาษาพม่า และภาษาไทย ดีใจที่มีโอกาสได้เข้ามาเรียนที่ศูนย์เด็กข้ามชาติฯ ทำให้ตนเองได้อ่านภาษาพม่าได้ และตอนที่เรียนที่ศูนย์เด็กข้ามชาติได้มีครูจาก กศน.อำเภอขนอม มาสอนภาษาไทยพื้นฐาน ก-ฮ ด้วย จึงมีพื้นฐานเมื่อได้มีโอกาสเข้าเรียนที่โรงเรียนไทย

    คำถาม : อยากบอกอะไรไหม?

    น้องสามสิบ : อยากขอบคุณมูลนิธิรักษ์ไทยที่ทำให้มีศูนย์เด็กข้ามชาติแบบนี้ใกล้บ้าน ทำให้เด็กๆ อย่างพวกหนูได้มีพื้นที่ปลอดภัย ได้เรียน ได้เล่น ได้ทำกิจกรรมสนุกๆ มากมาย อยากให้เปิดศูนย์ฯ ตลอดไป น้องๆ คนอื่นจะได้มีโอกาสเหมือนหนูบ้าง

    อ่านต่อ
  • ความคืบหน้าโครงการ > ช่วยทันที ฮีโร่ไทยต้านโควิด

    จัดหาซื้อชุดคลุมปฏิบัติการเพิ่ม

    20 กรกฎาคม 2020

    ช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2563 ทางโครงการ "ช่วยทันที ฮีโร่ไทยต้านโควิด" ได้รับแจ้งจาก บริษัท ไนซ์ แอพพาเรล จำกัด ว่าไม่สามารถจัดหาวัตถุดิบได้มากเพียงพอ โดยสามารถผลิตชุดคลุมปฏิบัติการได้ทั้งหมด 1,845 ชุด จากเป้าหมาย 2,000 ชุด

    ประกอบกับการที่ทางโครงการ สามารถระดมทุนได้ทั้งหมด 1,288,993 บาท ทำให้โครงการมีเงินที่ได้จากการระดมทุนคงเหลือทั้งหมด 189,467.65 บาท

    ทางโครงการจึงได้ติดต่อ บริษัท ทองไทยการทอ จำกัด เพื่อผลิตชุดคลุมปฏิบัติการ (Protective Coverall) ตามมาตรฐานของแพทย์ ที่ผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน AAMI PB70 Level 2 จากสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย ซึ่งสามารถใช้ใน Ward, ER และ ICU เบื้องต้นได้เพิ่มเติม จำนวน 383 ชุด เพื่อร่วมสนับสนุนโครงการบริษัท ทองไทยการทอ จำกัด เพิ่มให้เป็น 390 ชุด จึงทำให้ต้นทุนต่อชุดอยู่ที่ 494 บาท


    ภาพ: การทดสอบตามมาตรฐาน AAMI PB70 Level 2 จากสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย

    ทั้งนี้ ทางโครงการจะดำเนินการจัดส่งชุดปฏิบัติการในรอบถัดไป มอบให้โรงพยาบาลเพิ่มเติม ดังนี้

    1. โรงพยาบาลสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ (100 ชุด)
    2. โรงพยาบาลระยอง จ.ระยอง (135 ชุด)

    อ่านต่อ
  • ความคืบหน้าโครงการ > พี่สุขสันต์ ปันน้องอิ่มสมอง เพื่อ 28 โรงเรียน

    มอบหนังสือให้แล้ว 3 โรงเรียน

    17 กรกฎาคม 2020

    หลังจากที่โครงการพี่สุขสันต์ปันน้องอิ่มสมองปีที่ 2 เสร็จ เรายังคงดำเนินการโครงการต่ออย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ซึ่งหลังจากที่ได้รับเงินบริจาคมา เจ้าของโครงการนานมีบุ๊คส์ได้จัดส่งหนังสือไปให้โรงเรียนแล้ว 3 โรงเรียน ดังนี้ค่ะ

    1. โรงเรียนศรีเมืองแอม จ.ขอนแก่น


    2. โรงเรียนบ้านแม่อมลอง จ.เชียงใหม่


    3. โรงเรียนบ้านเหนือคลอง จ.ตรัง




    สำหรับปีที่ 3 นี้โครงการมีความตั้งใจมีอยากจะมอบหนังสือให้กับ 22 โรงเรียนค่ะ 

    ดูรายละเอียดและร่วมบริจาคได้ที่ https://taejai.com/th/d/punbook3/

    อ่านต่อ
  • ความคืบหน้าโครงการ > พี่สุขสันต์ ปันน้องอิ่มสมอง ปี 2

    เด็กๆ มีหนังสือใหม่ไว้อ่านที่ห้องสมุดแล้ว 27 โรงเรียน

    17 กรกฎาคม 2020

    หลังจากระดมทุนได้สำเร็จตามเป้าหมาย ทางนานมีบุ๊คส์เจ้าของโครงการได้คัดเลือกหนังสือที่เหมาะกับวัยของเด็กแต่ละโรงเรียน และจัดส่งหนังสือให้กับโรงเรียน 27 โรงเรียนทั่วประเทศเรียบร้อยแล้วค่ะ 

    โรงเรียนแต่ละที่หลังจากได้รับหนังสือแล้ว คุณครูและนักเรียนได้ส่งคำขอบคุณพร้อมภาพถ่ายมาฝากผู้บริจาคทุกท่านค่ะ

    โรงเรียนบ้านน้ำทุเรียน จ.นราธิวาส


    โรงเรียนวัดสุนทรพิชิตาราม จ.นครนายก

    โรงเรียนบ้านแม่ลาก๊ะ จ.แม่ฮ่องสอน


    โรงเรียนบ้านบาก จ.สกลนคร


    ขอบคุณผู้บริจาคทุกท่านที่ร่วมมอบหนังสือใหม่เข้าห้องสมุดให้เด็กๆ ที่อยู่ห่างไกลด้วยค่ะ ยังมีโรงเรียนที่ยังขาดแคลนหนังสือที่เหมาะสมกับวัยของเด็กอยู่อีกมาก ทางโครงการจึงได้ทำโครงการพี่สุขสันต์ปันน้องอิ่มสมองต่อเป็นปีที่ 3 ค่ะ ดูรายละเอียดและรายชื่อโรงเรียนของปีที่ 3 ได้ที่ลิงก์นี้ค่ะ https://taejai.com/th/d/punbook3/

    อ่านต่อ
  • ความคืบหน้าโครงการ > คลองเตยดีจัง ปันกันอิ่ม

    สรุปผลกิจกรรมคลองเตยดีจังปันกันอิ่มเพส1 และกิจกรรมเพส 2

    16 กรกฎาคม 2020

    หลังจากที่มีการรายงานผลการสำรวจจชุมชนเป้าหมายและแนวทางการช่วยเหลือ เราพบว่า การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นรายกรณี ต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจจะนำไปสู่ความแย้งได้ เนื่องจากชุมชนอยู่ในภาวะยากลำบาก ทำให้ทีมงานมีการปรับแผนการทำงาน กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมีจำนวนมาก และการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มอาจทำให้ชุมชนเกิดความขัดแย้งในชุมชน ดังนั้นทางโครงการจึงเปลี่ยนเป็นช่วยเหลือทุกคน เพื่อความเสมอภาค และให้ชุมชนสร้างการแบ่งปัน ช่วยเหลือกันภายในชุมชน


    ดังนั้นเป้าหมายที่จะช่วยเหลือ 3,000 คนๆละ 15 มื้อ ให้เดือนมีนาคม ถึง มิถุนายน เราช่วยเหลือทั้งหมด 5,635  จาก 6 ชุมชม และเพิ่มการช่วยเหลือเด็ก

    โดยสรุปข้อมูลดังนี้

    1. ริ่มระบบร้านค้าปันกันอิ่ม 6 ชุมชน ได้แก่ 1.ชุมชนโรงหมู 2.ชุมชนบ้านมั่นคง 3.ชุมชนแฟลต 23-24 4. ชุมชนแฟลต 25 5.ชุมชนริมคลองวัดสะพาน 6.ชุมชนตลาดปีนัง

    2. ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ มีทั้งหมด  43   ร้าน

    3. ประชากร 6 ชุมชน มีจำนวนทั้งสิ้น 5,635   คน

    4. จำนวนคูปองที่แจก 5 ครั้ง อิ่มละ 30 บาท 5,635 คน เป็นเงิน 845,250 บาท

    5. จำนวนคูปองที่แจกให้เด็ก 6 ชุมชน 4 ครั้ง อิ่มละ 30 บาท 1,207 คน เป็นเงิน 144,840 บาท


    ดังนั้นแผนการดำเนินการในเพส 2 ทางโครงการวางแผนดังนี้ 

    เดือน ก.ค. ถึง เดือน กันยายน 63 จำนวน 4 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนริมคลองพระโขนง ชุมชนสวนไทร ชุมชนร่วมใจสามัคคี 

    1. ชุมชนในเฟส1 ปรับแผนการแจกคูปอง โดยจะแจกให้เฉพาะเด็กในชุมชน เนื่องจากงบประมาณมีจำกัด และผู้ปกครองค่อนข้างมีภาระรายจ่ายสูงขึ้นจากการเปิดเทอม รวมถึงทางคลองเตยดีจังขยายการทำงานกับเด็กเรื่องประเด็นทางการศึกษา ซึ่งจำนวนเด็กที่จะให้คูปองกันอิ่มมี 1,207 คน

    2. นำ Platform ที่เรียนรู้ในเฟส1 ขยายไป 3 ชุมชน และให้ชุมชนเป็นคนดำเนินโครงการต่อ และทีมคลองเตยดีจังเป็นพี่เลี้ยงในการให้คำปรึกษา 

    3. การทำระบบฐานข้อมูลโดยให้อาสาสมัครในชุมชนเข้ามาจัดการร่วมกับทีมคลองเตยดีจัง

    ความรู้สึกจากร้านค้า


    ป้าห้อย ข้าวแกง ปกติก็ให้อยู่แล้ว หลายคนในชุมชนไม่มีงานทำ อดมื้อกินมื้อ ก็ไม่กล้ามาขอหรอก แต่เรารู้ว่าเขาไม่มี ป้าก็แบ่งกับข้าวให้บ้างวันไหนขายไม่หมด แต่พอมีคูปองเขาก็ดีใจได้มีอะไรมาเเลก ก็เอามาใช้ซื้อข้าวร้านเราแหละ ถูกปากเขา กินอยู่ประจำ

    ป้านงค์ อาหารตามสั่ง แต่ก่อนขายข้าววันละสี่หม้อห้าหม้อ เจอโควิดคนตกงาน เขาเอาข้าวมาเเจก บางวันข้าวหม้อเดียวก็ขายไม่หมด มีคูปองขึ้นมาดีขึ้นมาหน่อย กลับมาขายข้าววันละสองหม้อแล้ว

    พี่กะท้อน ข้าวต้มหมู หยุดร้านบ่อยมาก ลงทุนไปก็ขาดทุน กว่าจะหาทุนมาตั้งตัวได้ก็หลายวัน วันไหนไม่มีข้าวกล่องก็พอขายได้ วันไหนเขาเอามาเเจกเเล้วไม่บอกก็ซวยเลย คนไปเอาข้าวเเจก ขายไม่ได้ มีคูปองดีนะ คนในชุมชนก็มีข้าวกิน ร้านค้าก็ขายได้

    พี่จอย ข้าวมันไก่ ช่วงโควิดนี่ต้องเปิดร้านเเต่เช้ามากๆ พอสายๆแล้วจะมีของมาแจกแล้วเราจะขายไม่ได้ แต่พอมีคูปองมันก็เหมือนเราได้ขายของปกติ รอลูกค้าเอาคูปองมาซื้อ ก็ยังพอมีลุ้นมากกว่า

    ป้าริน ข้าวแกง ดีมีคูปองดีมากเลยดีกว่าเเจกข้าวกล่อง เห็นบางคนเดินไปเอาตั้งไกลตอนเช้ากลับมาข้าวก็บูด แต่บางคนก็กินนะ เขาไม่มีข้าวกิน มีคูปองดีเก็บได้ จะกินข้าวตอนไหนค่อยมาซื้อ เราก็ขายของได้ด้วย

    อ่านต่อ
  • ความคืบหน้าโครงการ > Heart Hero ฮีโร่ใหม่หัวใจแข็งแรง

    ผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจพิการแต่กำเนิด จำนวน 11 คน

    13 กรกฎาคม 2020

    โครงการ Heart Hereos ฮีโร่คนใหม่หัวใจแข็งแรง ดำเนินงานโดยมูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก ได้ดำเนินการเปลี่ยนลิ้นหัวใจพิการแต่กำเนิด Pulmonary Valve ด้วยการสวนหัวใจทดแทนการผ่าตัดหัวใจแบบเปิด ให้กับผู้ป่วยจำนวน 11 คน โดยมีทีมแพทย์ พยาบาล และบุคลากรการแพทย์ที่ทำการสวนหัวใจมาช่วยดูแลและปฏิบัติหน้าที่

    ผู้ป่วยที่เข้าร่วมโครงการและได้รัการรักษา

    ตัวอย่างผู้ป่วยที่ได้รับการรักษา

    น้องรวงข้าว
    รักษาโรคหัวใจที่โรงพยาบาลเด็กตั้งแต่อายุ 5 เดือน โดยทำผ่าตัดหัวใจปี 2553 เมื่อปี 2562 มีอาการเหนื่อยมากขึ้น พบว่ามีลิ้นหัวใจรั่วมากขึ้น ในปี 2563 และได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก กองทุนอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ เข้ารับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจทางสายสวน 



    นายณัฐวุฒิ ริมสมุทร อายุ 18 ปี 
    “บางครั้งเริ่มมีอาการหัวใจโตขึ้น จนกระทั่งได้โครงการ Heart Heroes มาสนับสนุนให้เข้ารับการเปลี่ยนลิ้นหัวใจทางสายสวน ทดแทนลิ้นหัวใจที่่รั่วเดิม ผมรู้สึกมีความสุขกับชีวิตประจำวันมากขึ้น พ่อแม่สบายใจขึ้น ผมขอขอบพระคุณมูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก กองทุนอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ แพทย์ พยาบาล บุคลากร ที่ให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่ทุกวิถีทาง รวมถึงผู้ใจบุญทุกท่าน ที่มอบหัวใจดวงใหม่ช่วยชีวิตผมครับ”   

     


    ดช.อภิศักดิ์ วัฒถากุล
    อายุ 14 ปี
    “ผมเหนื่อยไม่สามารถใช้ชีวิตตามวัยแบบเพื่อนๆได้เลย ต้องหยุดเรียนบ่อยมาก จะนอนราบก็นอนไม่ได้ จนเริ่มมีอาการหัวใจวายและโตมากขึ้น ย่าก็กังวลมาก หมอแจ้งย่ากับผมว่า จะช่วยรักษาด้วยการสวนหัวใจ เพื่อเปลี่ยนลิ้นหัวใจใหม่ ทดแทนลิ้นหัวใจที่รั่วนั้น โดยมูลนิธิโรงพยาบาลเด็กจะช่วยสนับสนุนค่ารักษาในครั้งนี้ ผมและย่ากราบขอบพระคุณทุกๆท่าน ที่ทำให้ผมและย่าได้มีความสุขในวันนี้ครับ”    



    น้องต้า

    “เมื่อก่อนเครียดมากครับ ใครก็บอกว่าเป็นโรคหัวใจมีโอกาสเสียชีวิตได้ตลอดเวลา และเขาก็เป็นเด็กด้วย หมอบอกว่าน้องมีอาการหัวใจเต้นผิดปกติ โรงพยาบาลใกล้บ้านเครื่องมือก็ยังไม่มี เลยทำเรื่องส่งตัวมาโรงพยาบาลเด็ก ตอนนั้นเข้าใจว่าต้องผ่าเปิดหน้าอก ก็เลยกลัวแค่นึกสภาพว่า ผ่าเปิดมันต้องเห็นแผล มันก็ตกใจ ออกมามีทั้งสายออกซิเจน สายน้ำเกลือเต็มไปหมด แต่หมอบอกว่า ตอนนี้มีการผ่าแบบสมัยใหม่ ที่ไม่ต้องผ่าแบบเปิดเหมือนแต่ก่อนแล้ว ก็ดีใจมาก ความเสี่ยงก็น้อยมากแค่10% ตอนนั้นผ่าเปิดก็ 50-50 เลย หลังผ่าน้องต้าดีขึ้น จากเมื่อก่อนเดินไปไหนนิดก็เหนื่อย ตอนนี้วิ่งเล่นได้เหมือนเด็กทั่วไป อยากให้เด็กๆที่เป็นเหมือนน้องต้าได้รับโอกาสแบบต้า ได้เล่นออกกำลังกายได้” 


    น้องสลาลิน อายุ 21 ปี
    “โรงพยาบาลเด็กรับเข้าเป็นคนไข้โรคหัวใจมาตั้งแต่เล็กๆ ผ่านการผ่าตัดเปิดหน้าอกตอนช่วง 8 ปีนึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นยังจำติดในใจทั้งความรู้สึกกลัวและเจ็บ ครั้งที่สอง ก็คิดในใจว่าเราจะมีแผลที่อกเหมือนครั้งก่อนอีกหรือ มันเจ็บมันกลัว และกว่าจะฟื้นหลังผ่าตัดแม่ก็ห่วงมากเพราะมันเป็นความเสี่ยง เมื่อก่อนจะทำอะไรก็ลำบากเพราะเราเหนื่อยง่าย แต่หลังจากได้รับการช่วยเหลือจากทีมคุณหมอพี่พยาบาล ได้เข้ารับการสวนหัวใจ หนูได้กลับไปเรียนหนังสือในด้านที่รักและตามที่ฝันไว้จนจบปริญญาตรีด้านบัญชี ตอนนี้ได้ทำทุกอย่างเหมือนที่คนปกติเขาทำกัน ไม่เหนื่อย ไม่ได้รู้สึกว่าเราเป็นคนป่วยเลยค่ะ มีความสุขมากค่ะ ขอบคุณมูลนิธิ และคุณหมอพี่พยาบาลที่อยู่เคียงข้างให้กำลังใจครอบครัวเราตั้งแต่ยังเล็กๆ จนทุกวันนี้ หนูสัญญาจะทำประโยชน์ให้กับสังคมเหมือนที่หนูเคยได้รับโอกาสค่ะ” 

    ทางด้านคุณหมอให้ความเห็นเกี่ยวกับวิธีการรักษาด้วยว่า

    “การผ่าตัดแบบเดิม ต้องผ่าตัดซ้ำ บริเวณหน้าอก ซึ่งเคยผ่ามาแล้ว บางคนอาจ 2-3 ครั้ง ซึ่งการผ่าทุกครั้งก็จะมีพังผืดเข้ามาคลุม ยิ่งทำบ่อย ยิ่งจะมีแผลเป็นเยอะ ความยากในการผ่าตัดซ้ำมันก็จะยากขึ้นยากขึ้นไปเรื่อยๆ"
    “การสวนหัวใจมันก็จะมี ข้อดีคือเราก็จะเจาะเส้นเลือดที่ขา เพราะฉะนั้นมันก็จะยุ่งอะไรกับหน้าอก ในรายที่ทำได้ก็จะลดความความบอบช้ำของหน้าอก หมอผ่าตัดเองก็จะมีเวลาไปดูแลคนไข้ที่ยังไม่เคยได้รับการรักษาด้วยครับ เพราะฉะนั้นยิ่งเรียกว่าคุ้มยิ่งกว่าค่า”

    ผศ.นพ.วรการ พรหมพันธ์ ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าว

    อ่านต่อ
  • ความคืบหน้าโครงการ > กองทุนเพื่อวิจัยและสร้างชุดตรวจและอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อสู้กับโควิด19

    ความคืบหน้าของชุดตรวจสอบโควิด-19 เดือนมิถุนายน

    13 กรกฎาคม 2020

    ในช่วงที่ผ่านมาทางทีมนักวิจัยได้ดำเนินการพัฒนาชุดตรวจสอบโควิด-19 ดังนี้

    ติดตั้งอุปกรณ์ตู้แช่แข็งจำนวน 2 ตู้ เพื่อเก็บตัวอย่างคนไข้ และชุดตรวจ ที่โรงพยาบาลสมุทรปราการ และหน่วยโรคไต ภาควิชาอายุกรรมศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

    ทำการตรวจสอบ validate ชุดตรวจ กับตัวอย่างคนไข้จำนวน 150 ตัวอย่างจากโรงพยาบาลราชวิถี

    พัฒนาอุปกรณ์เก็บตัวอย่างเชื้อจากน้ำลาย

    ส่วนที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ

    • การพัฒนา software เพื่ออ่านผล COVID-19
    • การจัดซื้อระบบหุ่นยนต์ เพื่อช่วยในการบรรจุน้ำยาที่ใช้ในการตรวจ

    อ่านต่อ