cover_1

เติมฝันให้เด็กและครอบครัวที่ยากลำบากในพื้นที่อีสาน 2569

เด็กและเยาวชน
ผู้สูงอายุ
ผู้ป่วย ผู้พิการ

เงินบริจาคของคุณจะค่าสิ่งของจำเป็น, เงินช่วยเหลือ, ปรับปรุงบ้านให้ปลอดภัยและเหมาะกับผู้พิการให้กับเด็กและครอบครัวที่ยากลำบาก เนื่องจากความเจ็บป่วย/พิการ25ครอบครัว

project succeeded
โครงการสำเร็จแล้ว
28 ก.ย. 2569

รายงานปิดโครงการเติมฝันให้เด็กและครอบครัวที่ยากลำบาก พื้นที่อีสานชนบทตอนบน 22 ครอบครัว

ช่วงเวลาที่ทำกิจกรรม

1 มิ.ย. 2569 - 25 ก.ย. 2569

พื้นที่ที่ทำกิจกรรม

จ.หนองคาย จ.เลย จ.อุดรธานี จ.บึงกาฬ

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการทำโครงการ

เด็กและเยาวชน
22คน
อื่นๆ
22ครอบครัว

มูลนิธิกัลยาณมิตรฯ ตามจำนวนเงินบริจาคที่ได้รับ (59,989.09-บาท) ตั้งเป้าหมายการช่วยเหลือเด็กพิการและครอบครัวจำนวนไม่น้อยกว่า 13 ครอบครัว ภายใต้ความร่วมมือกับหน่วยงานราชการและเครือข่ายท้องถิ่น ในระหว่างเดือนสิงหาคม – เดือนกันยายน 2569 นี้ มูลนิธิกัลยาณมิตรฯ ได้ไปเยี่ยมบ้านและช่วยเหลือครอบครัวเด็กพิการและเด็กพิการซ้ำซ้อน จำนวนทั้งสิ้น 22 ครอบครัว ทั้งนี้มีจำนวนของครอบครัวที่ได้รับการช่วยเหลือในครั้งนี้ มากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยที่มูลนิธิฯ ได้สมทบงบประมาณเพิ่มเติมในส่วนของจำนวนเด็กที่เกินมา เนื่องจากได้ทำการสำรวจและคัดเลือกไว้เบื้องต้นกับทางหน่วยงานท้องถิ่นไว้แล้ว โดยมีรายละเอียดเบื้องต้นดังนี้ 

  1. จังหวัดเลย พื้นที่ อ.ด่านซ้าย มอบทุนสงเคราะห์ช่วยเหลือจำนวน 5 ครอบครัว

  2. จังหวัดหนองคาย พื้นที่ อ.สระใคร มอบทุนสงเคราะห์ช่วยเหลือ จำนวน 7 ครอบครัว 

  3. จังหวัดบึงกาฬ พื้นที่ อ.โซ่พิสัย มอบทุนสงเคราะห์ช่วยเหลือ จำนวน 5 ครอบครัว

  4. จังหวัดอุดรธานี พื้นที่ อ.เพ็ญ มอบทุนสงเคราะห์ช่วยเหลือ จำนวน 5 ครอบครัว   

รายละเอียดเคสต่าง ๆ ที่ได้ดำเนินการไปแล้วมีดังนี้

กลุ่มที่ 1 จังหวัดเลย พื้นที่ อ.ด่านซ้าย: ทางศูนย์การศึกษาพิเศษพื้นที่อำเภอด่านซ้ายแนะนำให้ผู้ปกครองมารับทุนสงเคราะห์ช่วยเหลือ ณ ที่ทำการของศูนย์ประจำอำเภอ จะสะดวกกว่า เนื่องจากบ้านของแต่ละครอบครัวอยู่ห่างไกลกันมากและเป็นภูเขาสูง โดยรองผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษจังหวัดเลย เป็นผู้แทนมอบทุนสงเคราะห์และข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ให้กับครอบครัวของเด็กพิการจำนวน 5 ครอบครัว ประกอบด้วย ทุนสงเคราะห์ช่วยเหลือ ข้าวสาร อาหารแห้ง ไข่ไก่ นม ผ้าห่ม ผ้าอ้อมเด็กเสื้อผ้าและสิ่งของเครื่องใช้ในครัวเรือน รวมเป็นเงินครอบครัวละ 3,500-บาท รวมงบประมาณการช่วยเหลือครอบครัวเด็กพิการ พื้นที่ อ.ด่านซ้าย จ.เลย เท่ากับ 3,500 x 5 = 17,500 บาท

1. ครอบครัวที่ 1 น้องแก้ม อายุ 17 ปี มีความผิดปกติของร่างกายตั้งแต่แรกเกิด มักจะมีอาการสำลักนมอาหาร และมีเสมหะติดคอ เกิดภาวะสำลักเรื้อจังจนปอดติดเชื้อ เมื่อ 3 ปีที่แล้วคุณหมอจึงต้องเจาะคอเพื่อป้องกันอันตรายแก่ชีวิต แต่น้องแก้มต้องทานอาหารเหลวทางสายยาง คุณพ่อเสียชีวิตไปนานแล้ว เหลือแต่คุณแม่กับพี่สาวที่ต้องสลับกันมาดูแลน้องแก้มอย่างใกล้ชิด พี่เขยเป็นเสาหลักในการทำงานหารายได้เลี้ยงชีพครอบครัว ทุกๆ 3 เดือนพี่สาวจะต้องพาน้องแก้มไปโรงพยาบาลจังหวัดเลยซึ่งระยะทางกว่า 100 กม.จากบ้านเพื่อไปเปลี่ยนท่อที่คอ มีค่าใช้จ่ายและความยากลำบากมากทีเดียว
2. ครอบครัวที่ 2 น้องยูโร อายุ 9 ปี ในห้วงปฐมวัย 3 ปีแรกยังเป็นเด็กร่าเริงปกติ มีช่วงหนึ่งน้องเป็นไข้บ่อย เป็นๆ หายๆ และมีวันหนึ่งน้องมีอาการไข้สูงร่วมกับภาวะช็อค คุณย่ายุพินรีบพาไปหาหมอที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย คุณหมอแจ้งว่าเป็นภาวะวิกฤต มีอาการติดเชื้อในกระแสเลือด-ต้องเจาะน้ำไขสันหลังในเด็ก คุณย่าและคุณพ่อพาน้องเข้ารับการรักษาเรื่อยมา แต่ก็ไม่ดีขึ้น น้องต้องทานอาหารเหลวทางปากและต่อมาแขนขาลีบไม่สามารถเคลื่อนไหวได้
3. ครอบครัวที่ 3 น้องยุ่ง อายุ 16 ปี ความพิการซ้ำซ้อนไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกาย เป็นผู้ป่วยติดเตียง ต้องทานอาหารเหลวของโรงพยาบาล ซึ่งเป็นภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวเป็นอย่างมาก คุณพ่อคุณแม่ต้องสลับกันดูแล ปล่อยไว้คนเดียวไม่ได้ และต้องทำงานหารายได้ตามงานรับจ้างทั่วไป รวมทั้งต้องพาน้องไปโรงพยาบาลด่านซ้ายตามที่คุณหมอนัดอยู่เป็นประจำ
4. ครอบครัวที่ 4 น้องภูผา อายุ 9 ปี พิการด้านสติปัญญา แต่ก็ยังสามารถช่วยเหลือตนเองได้ ครอบครัวยากจนมาก โชคดีที่ทางราชการ พมจ. จ.เลย มาซ่อมแซมปรับปรุงบ้านที่อยู่อาศัยให้มีสภาพแวดล้อมที่ดี คุณพ่อคุณแม่มีรายได้จากงานรับจ้างทั่วไป และให้น้องมาฝึกและฟื้นฟูพัฒนาทักษะต่างๆ อยู่เป็นประจำ
5. ครอบครัวที่ 5 น้องแก้ว อายุ 16 ปี พิการด้านการเคลื่อนไหว ร่างกายส่วนล่างตั้งแต่บั้นเอวลงไปมีอาการเล็กลีบ ทำให้ไม่สามารถเดินได้เป็นปกติ แต่สติปัญญาสามารถเล่นเรียนรู้ได้ พ่อแม่เสียชีวิตแล้ว น้องอยู่กับตายายและป้าที่อายุมากแล้ว ครอบครัวไม่มีรายได้จากอาชีพ มีเพียงเฉพาะเบี้ยคนพิการและคนชรา มีความขัดสนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะหากน้องมีอาการไตบวมและต้องไปพบคุณหมอที่โรงพยาบาล 

กลุ่มที่ 2 จังหวัดหนองคาย พื้นที่ อ.สระใคร: เนื่องจากทางศูนย์การศึกษาพิเศษพื้นที่อำเภอสระใครมีภารกิจในการบำบัดฟื้นฟูเด็กพิการบางส่วน จึงทำให้ไม่สามารถไปมอบทุนสงเคราะห์ตามบ้านที่พักอาศัยได้ จึงได้นัดหมายให้ผู้ปกครองมารับมอบทุนฯ ที่ศูนย์การศึกษาประจำอำเภอสระใคร โดยรองผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษจังหวัดหนองคายเป็นผู้แทนมอบทุนสงเคราะห์และข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ให้กับครอบครัวของเด็กพิการจำนวน 7 ครอบครัว เป็นทุนสงเคราะห์ช่วยเหลือ ข้าวสาร อาหารแห้ง ไข่ไก่ นม ผ้าห่ม ผ้าอ้อมเด็กเสื้อผ้าและสิ่งของเครื่องใช้ในครัวเรือน รวมเป็นเงินครอบครัวละ 3,500-บาท รวมงบประมาณการช่วยเหลือครอบครัวเด็กพิการ พื้นที่ อ.สระใคร จ.หนองคาย เท่ากับ 3,500 x 7 = 24,500 บาท

6. ครอบครัวที่ 1 น้องเพลงขวัญ อายุ 8 ปี พิการทางสติปัญญา พ่อแม่ของน้องย้ายไปทำงานที่ จ.น่าน มีเพียงคุณยายพลอยและคุณลุง (พี่ชายแม่) ที่ช่วยกันดูแลน้อง หลังจากเข้ารับการฝึกฟื้นฟูร่างกาย น้องเพลงขวัญสามารถอาบน้ำล้างหน้าแปรงฟัน ทานข้าวได้ด้วยตนเอง
7. ครอบครัวที่ 2 น้องรวงข้าว อายุ 17 ปี พิการทางสติปัญญา ช่วงแรก คุณพ่อคุณแม่พาน้องไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ พบอาการป่วยเพิ่มเติมด้วยอาการผนังหัวใจรั่ว จึงต้องไปตรวจรักษาตามการนัดหมายของคุณหมอ คุณพ่อรับจ้างทั่วไป คุณแม่เป็นช่างเสริมสวยประจำหมู่บ้าน
8. ครอบครัวที่ 3 น้องอุ๋งอิ๋ง อายุ 9 ปี พิการทางสติปัญญา พ่อแม่แยกทางกันและไปอยู่ที่อื่น มีเพียงคุณปู่คุณย่าที่ดูแลน้อง รวมทั้งหลานๆ อีก 4 คน คุณปู่คุณย่ารับจ้างทั่วไป แต่มีภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงหลานค่อนข้างสูงกว่ารายได้รับจ้าง จึงมีความเป็นอยู่ยากลำบากมาก
9. ครอบครัวที่ 4 น้องน้ำขิง อายุ 14 ปี พิการทางสติปัญญา พ่อแม่แยกทางกันและไปแต่งงานใหม่ที่อื่นๆ มีเพียงคุณย่าเป็นผู้ดูแลน้อง อยู่ด้วยกัน 2 คนย่าหลาน รายได้มีเพียงเบี้ยคนชราและคนพิการของน้อง โชคยังดีที่น้องได้รับการฝึกฟื้นฟูตนเอง สามารถช่วยเหลือตนเองได้ดี ลดภาระการดูแลของคุณย่าได้ในระดับหนึ่ง
10. ครอบครัวที่ 5 น้องพอร์ช อายุ 4 ปี พิการทางสติปัญญาและออติสติก พ่อแม่แยกทางกันและไปแต่งงานมีครอบครัวใหม่และอาศัยอยู่ที่ต่างจังหวัด จึงมีเพียงคุณตาคุณยายต้องมารับภาระดูแลน้อง น้องไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ไม่สามารถกำกับควบคุมตนเองได้ จึงสร้างภาระและความยากลำบากในการดำรงชีวิตของครอบครัวเป็นอย่างมาก 
11. ครอบครัวที่ 6 น้องไอซ์ อายุ 7 ปี พิการออติสติก พ่อแม่แยกทางกัน แต่แม่ยังอยู่เลี้ยงดูแลน้อง และเป็นเสาหลักในการทำงานรับจ้างเพื่อดูแลสมาชิกในครอบครัวอีก 3 คน เมื่อคุณแม่ต้องออกไปทำงาน จะมีคุณยายเป็นผู้ดูแลน้องในแต่ละวัน รวมทั้งดูแลหลานอีก 2 คน ซึ่งถือว่าเป็นภาระที่หนักหนาทีเดียวที่คนแก่ต้องดูแลหลานน้อย 3 คนในเวลาเดียวกัน (ออติสติก 1 คน)  
12. ครอบครัวที่ 7 น้องอนุชา อายุ 18 ปี พิการทางสติปัญญา มีคุณย่าช่วยดูแลน้องในชีวิตประจำวัน น้องสามารถช่วยเหลือตนเองได้ คุณพ่อ (เลี้ยงเดี่ยว) เป็นเสาหลักในการรับจ้างทำงานทั่วไป หากมีงานใดที่ไม่ยุ่งยากมากนัก พ่อก็จะให้น้องไปช่วยเพื่อหารายได้จุนเจือครอบครัว

กลุ่มที่ 3 จังหวัดบึงกาฬ พื้นที่ อ.โซ่พิสัย: ทางศูนย์การศึกษาพิเศษพื้นที่อำเภอโซ่พิสัยนัดหมายให้ผู้ปกครองมารับทุนที่ทำการศูนย์ เนื่องจากผู้ปกครองนำบุตรหลานมาฝึกบำบัดฟื้นฟูอยู่เป็นประจำปกติอยู่แล้ว ยกเว้นอีกหนึ่งครอบครัวที่ไม่สามารถเดินทางมาได้ (ครอบครัวที่ 1) ทีมงานจึงไปมอบทุนสงเคราะห์ช่วยเหลือที่บ้านของน้อง โดยหัวหน้าศูนย์การศึกษาพิเศษประจำพื้นที่ อ.โซ่พิสัย เป็นผู้แทนมอบทุนสงเคราะห์และข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ให้กับครอบครัวของเด็กพิการจำนวน 5 ครอบครัว เป็นทุนสงเคราะห์ช่วยเหลือ ข้าวสาร อาหารแห้ง ไข่ไก่ นม ผ้าห่ม ผ้าอ้อมเด็กเสื้อผ้าและสิ่งของเครื่องใช้ในครัวเรือน รวมเป็นเงินครอบครัวละ 3,500-บาท รวมงบประมาณการช่วยเหลือครอบครัวเด็กพิการ พื้นที่ อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ เท่ากับ 3,500 x 5 = 17,500 บาท

13. ครอบครัวที่ 1 น้องเก้า อายุ 15 ปี น้องเก้าพิการซ้ำซ้อนหลายอย่าง แขนขาลีบ เคลื่อนไหวและสื่อสารอะไรไม่ได้ สาเหตุเกิดจากภาวะน้ำคร่ำแตกและเกิดการติดเชื้อในครรภ์ในระหว่างที่คุณแม่รอคลอดที่โรงพยาบาลประจำอำเภอ กว่าจะส่งต่อคุณแม่มายังโรงพยาบาลประจำจังหวัดก็กินเวลาไปกว่า 8 ชั่วโมง จึงทำให้อวัยวะของร่างกายของน้องเก้าแรกคลอดผิดเพี้ยนผิดปกติไปหมด คุณตาคุณยายและคุณแม่ช่วยกันเลี้ยงดูแลน้องเก้าจนอายุ 3 ขวบ คุณแม่จึงตัดสินใจไปหางานทำที่ต่างจังหวัดเพราะเป็นเสาหลักของครอบครัวและกลับมาเยี่ยมน้องเก้าในทุกปี รวมทั้งค่อยๆ ต่อเติมบ้านไปทีละส่วนเพื่อความมั่นคงแข็งแรงในการพักอยู่อาศัย
14. ครอบครัวที่ 2 น้องไซม่อน อายุ 9 ปี พิการซ้ำซ้อนหลายอาการ ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ในระหว่างตั้งครรภ์มีการอัตราซาวด์และพบความผิดปกติในสมองของเด็ก แต่โชคร้ายที่ไม่สามารถยุติการตั้งครรภ์ได้ เมื่อคลอดออกมาน้องจึงเป็นอาการสภาวะโพรงสมองคั่งน้ำ จึงจำเป็นต้องผ่าตัดใส่สายระบายน้ำในกะโหลกศรีษะ คุณแม่ไปมีครอบครัวใหม่ ทิ้งภาระทั้งหมดให้กับคุณยายและลูกหลานในครอบครัว ต่างต้องมาผลัดเปลี่ยนกันดูแลน้อง สลับกับการไปรับจ้างหารายได้ รวมทั้งการพาน้องไปโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานีเพื่อตรวจเช็คอุปกรณ์ระบายน้ำในศรีษะ 
15. ครอบครัวที่ 3 น้องดิว อายุ 10 ปี น้องดิวแรกคลอดออกมามีสภาพปกติ แต่ตอนอายุ 2 เดือนน้องมีอาการชักเกร็ง ตาเหลือก ปากเขียวคล้ำ คุณแม่พาน้องไปหาหมอ พอกลับมาแล้วอาการก็ยังไม่หายดี จึงเปลี่ยนใจพาน้องไปเป่าน้ำมนต์กับหมอผี แต่อาการก็ไม่ดีขึ้นเลย เป็นๆ หายมาโดยตลอด ปัจจุบันคุณแม่ต้องพาน้องไปตรวจอาการและรับยาจากโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี ทุกๆ 3 เดือน 
16. ครอบครัวที่ 4 น้องนพ อายุ 7 ปี พิการทางสติปัญญา และมีอาการหอบหืดตลอดเวลา แต่ยังพอจะช่วยเหลือตนเองได้บ้าง คุณแม่เล่าว่าในระหว่างตั้งครรภ์ได้เกิดอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซต์และทำให้เกิดภาวะเลือดในครรภ์ ซึ่งเชื่อว่าเป็นสาเหตุอาการพิการของน้อง คุณแม่เป็นเสาหลักของครอบครัว รับจ้างกรีดยางพารา เลี้ยงดูสมาชิกของครอบครัว 5 คน คุณพ่อสายตาไม่ดี จึงไม่สามารถออกไปรับจ้างทั่วไปหรือกรีดยางได้ 
17. ครอบครัวที่ 5 น้องนุ่น อายุ 18 ปี พิการทางสติปัญญา น้องไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ คุณแม่ต้องดูแลตลอดเวลา ตอนอายุ 8 เดือน น้องไม่เคลื่อนไหวหรือพลิกหงายได้ คุณแม่พาน้องไปตรวจอาการ จนทราบว่าน้องมีภาวะพันธุกรรมหรือโครโมโซมขาดหายไป 1 แท่ง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้น้องมีอาการผิดปกติทางสมอง คุณพ่อเสียชีวิตแล้ว จึงเหลือเพียงคุณแม่และน้องที่ต้องอยู่ดูแลกันไป และมีความยากลำบากในการหารายได้เพื่อเลี้ยงชีพ   

กลุ่มที่ 4 จังหวัดอุดรธานี พื้นที่ อ.เพ็ญ: ทางศูนย์การศึกษาพิเศษพื้นที่อำเภอเพ็ญนัดหมายให้ผู้ปกครองมารับทุนที่ทำการศูนย์ เนื่องจากผู้ปกครองนำบุตรหลานมาฝึกบำบัดฟื้นฟูอยู่เป็นประจำปกติอยู่แล้ว โดยหัวหน้าศูนย์การศึกษาพิเศษประจำพื้นที่ อ.เพ็ญ เป็นผู้แทนมอบทุนสงเคราะห์และข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ให้กับครอบครัวของเด็กพิการจำนวน 5 ครอบครัว  เป็นทุนสงเคราะห์ช่วยเหลือ ข้าวสาร อาหารแห้ง ไข่ไก่ ผ้าห่ม เสื้อผ้าและสิ่งของเครื่องใช้ในครัวเรือน รวมเป็นเงินครอบครัวละ 3,500-บาท รวมงบประมาณการช่วยเหลือครอบครัวเด็กพิการ พื้นที่ อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี เท่ากับ 3,500 x 5 = 17,500 บาท 

18. ครอบครัวที่ 1 น้องนิสา อายุ 13 ปี ตอนคุณแม่ตั้งครรภ์ได้ 6 เดือน ออกไปเกี่ยวข้าวในนา เกิดลื่นไถลตกคันนา เป็นเหตุให้เลือดตกเป็นก้อน ไปหาหมอโรงพยาบาลอำเภอ ส่งต่อโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี หมอแนะนำให้ยุติการตั้งครรภ์ แต่คุณแม่ขอร้องคุณหมอ เพราะทราบว่าเป็นลูกสาว แรกคลอด น้องมีน้ำหนักเพียง 8 ขีดและต้องอยู่ในตู้อบนานถึง 3 เดือน ด้วยความรักลูก คุณพ่อคุณแม่ก็เลี้ยงดูแลน้องนิสา ตามสภาพร่างกายของน้องที่เป็นผลกระทบจากอุบัติเหตุ แม้ร่างกายจะเติบโตตามวัย แต่น้องก็ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ เป็นผู้ป่วยติดเตียงและทานอาหารทางสายยาง
19. ครอบครัวที่ 2 น้องปีเตอร์ อายุ 8 ปี พิการซ้ำซ้อนทางด้านร่างกายและสติปัญญา น้องมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวได้ ก่อนเดินทางไปมอบทุนสงเคราะห์ คุณครูแจ้งมาว่าน้องเสียชีวิตแล้ว ยังจะมอบทุนสงเคราะห์ให้หรือไม่ มูลนิธิฯ ยืนยันการมอบเพื่อเป็นค่าพิธีงานศพของน้องและเป็นขวัญกำลังใจให้กับคุณพ่อ 
20. ครอบครัวที่ 3 น้องข้าวหอม อายุ 9 ปี พิการบกพร่องทางสติปัญญา แต่ยังสามารถช่วยเหลือตนเองได้บ้าง คุณพ่อคุณแม่แยกทางกันและไปทำงานที่ต่างจังหวัด มีคุณป้าเป็นผู้เลี้ยงดูในชีวิตประจำวัน ซึ่งคุณป้าก็มีลูกของตนเองที่ต้องดูแลอีก 4 คน ซึ่งถือว่าเป็นภาระที่หนักหนาสาหัสสำหรับคุณป้าและคุณลุงที่ต้องดูแลสมาชิกในครอบครัว รวมทั้งน้องข้าวหอมที่พิการทางสติปัญญา
21. ครอบครัวที่ 4 น้องกานต์ อายุ 14 ปี พิการทางด้านสติปัญญา คุณพ่อคุณแม่แยกทางกันตั้งแต่น้องยังไม่เกิด คุณแม่ไปมีครอบครัวใหม่ที่ต่างจังหวัด มีคุณตาคุณยายเลี้ยงน้องมาตั้งแต่เกิด น้องกานต์ได้รับการบำบัดฟื้นฟูและมีทักษะความสามารถในการช่วยเหลือตนเองได้ดีขึ้นๆ เรื่อย ในครอบครัว น้องกานต์มีน้า (น้องชายแม่) ที่ป่วยพิการสมองและติดเตียงเนื่องจากอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซต์ น้องกานต์สามารถแบ่งเบาภาระช่วยคุณตาคุณยายในการดูแลน้าที่ป่วยติดเตียงได้   
22. ครอบครัวที่ 5 น้องม่อน อายุ 14 ปี พิการร่างกาย กล้ามเนื้ออ่อนแรง เคลื่อนไหวได้เล็กน้อย แต่ด้วยน้ำหนักตัวค่อนข้างมาก น้องจึงไม่ลุกเดิน คุณยายก็อายุมากแล้ว ไม่สามารถพยุงช่วยเหลือน้องได้ พ่อแม่ดูแลน้องมาโดยตลอด แต่ด้วยความยากจน พ่อแม่จึงจำเป็นต้องไปทำงานก่อสร้างที่ต่างจังหวัด จึงเหลือเพียงคุณยายและน้องม่อนที่ดูแลกันเอง นอกจากเบี้ยคนพิการแล้ว พ่อแม่ส่งเงินมาให้คุณยายบ้างบางครั้ง 

บอกเล่าความประทับใจ

ขอบคุณมากๆที่เห็นอกเห็นใจคนพิการอยู่ในสายตา ยายเลี้ยงคนเดียวมา 9 ปีแล้ว ดีใจที่ได้มีคนมาช่วยเหลือในตรงนี้ขอบคุณมากๆค่ะ

คุณยายหนูปราง คุณยายน้องไซม่อน พิการซ้ำซ้อนหลายอาการ ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้

น้องก็ช่วยเหลือตนเองไม่ได้แม่ได้ทำให้ทุกอย่าง ลำบากในการเดินทางไปหาหมอบ้างค่ะ ดีใจที่มีคนมาเยี่ยมและ ขอขอบพระคุณมากๆค่ะที่มาช่วยเหลือน้องดิว

คุณแม่ดวงจันทร์ คุณแม่ของน้องดิว พืการจากอาการชักเกร็งตอนอายุ 2 เดือน

น้องขาดความอบอุ่นจากแม่เนื่องจากมีแค่ยายและตาเป็นคนเลี้ยงมีแม่ แม่ก็ไม่สนใจที่จะดูแล นมไม่มีดื่มยายต้องออกไปรับจ้างเพื่อที่จะได้มีเงินซื้อนมให้หลานได้ดื่มเลี้ยงมาตั้งแต่เล็กๆ ขอบคุณมากๆค่ะดีใจที่มีคนมาเยี่ยม ขอบคุณที่ไม่ทิ้งเด็กด้อยโอกาสค่ะ

คุณยายสุวรรณคำพู คุณยายของน้องกานต์ พิการทางด้านสติปัญญา ออยุ 14 ปี

รายงานการใช้เงิน

รายการจำนวนจำนวนเงิน (บาท)
ค่าชุดของบริจาคอุปโภค/บริโภคที่จำเป็น เฉลี่ย 1,700 บาท/ชุด

เช่น นมผง นมกล่อง ผ้าอ้อม ข้าวสาร อาหารแห้ง และของใช้อื่น ๆ (ขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกในบ้าน 2-10 คน และอายุของเด็ก ๆ)

12ครอบครัว20,400.00
เงินสมทบช่วยเหลือ หรือ เงินสบทบทุนการศึกษา (ขั้นต่ำ) 2,500 บาท/ครอบครัว

11ครอบครัว27,500.00
ค่าเดินทางเฉลี่ยของเจ้าหน้าที่ลงเยี่ยมพื้นที่ 1,000 บาท/ครั้ง (รถรับจ้าง/รถส่วนตัว) ทั้งในพื้นที่ จ.หนองคาย, เลย, อุดรธานี และบึงกาฬ (ไป-กลับ)

อ้างอิงอัตราการเบิกจ่ายของข้าราชการ สำหรับการปฏิบัติงานนอกสถานที่ในราชอาณาจักร - ค่าเดินทาง 500 บาท ต่อเที่ยว x 2 เที่ยว (ไป-กลับ)

12ครั้ง12,000.00
รวมเป็นเงินทั้งหมด59,900.00
2 ก.ย. 2569

อัปเดตโครงการคัดเลือกเคสเตรียมเข้าช่วยเหลือ ประสานงานหน่วยงานในพื้นที่ พร้อมช่วยเคสเร่งด่วน

ช่วงเวลาที่ทำกิจกรรม

1 มิ.ย. 2569 - 15 ต.ค. 2569

แผนการดำเนินงานของโครงการ

1. เดือนมิถุนายน:

  • ทีมงานมูลนิธิ ร่วมกับ “บ้านพักเด็กและครอบครัวฯ ประจำจังหวัด ในพื้นที่เป้าหมาย และรพ./รพสต. พิจารณาเคสช่วยเหลือเร่งด่วน การให้ทุนสงเคราะห์ และบ้านที่พักอาศัยที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือปรับปรุง พร้อมวางแผนการประสานงานและลงพื้นที่

2. เดือนกรกฎาคม - สิงหาคม:

  • ประสานส่งต่อและประสานงานร่วมกับหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต./เทศบาล) ครูผู้สอน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน และคณะ อสม. ประจำหมู่บ้านในลักษณะของทีมสหวิชาชาชีพ ตรวจสอบข้อมูลของเด็กและครอบครัว
  • ลงเยี่ยมพื้นที่บ้านเด็ก และประเมินความต้องการความช่วยเหลือ พร้อมกับให้ความช่วยเหลือกรณีเร่งด่วนโดยใช้เงินสำรองของมูลนิธิฯ

โดยมูลนิธิฯ มีการช่วยเหลือบางครอบครัวไป เช่น

  1. วันที่ 20 กค. 2569: เคสช่วยเหลือครอบครัวน้องอุ๋มอิ๋ม ต.ปากคาด จ.บึงกาฬ ที่เกิดมามือพิการมีนิ้วแต่ลีบทั้งหมด และขาลีบไม่สามารถเดินได้ ครอบครัวของน้องอุ๋มอิ๋มมีคุณพ่อเป็นเสาหลักทำงานรับจ้างทั่วไป คุณแม่ต้องดูแลลูกๆ 4 คนตลอดเวลา ตอนนี้น้องอุ๋มอิ๋มอายุ 14 ปี มีความสามารถใช้มือลีบในการวาดภาพได้ > มูลนิธิฯ ผู้แทนโดยนายก อบต.ปากคาด จ.บึงกาฬ มอบสิ่งของเครื่องใช้และทุนสงเคราะห์ช่วยเหลือ
  2. วันที่ 14 สค. 2659: เคสช่วยเหลือน้องยูโร อ.ด่านซ้าย จ.เลย ที่ ต้องทานอาหารเหลวทางจมูก และใช้เครื่องท่อออกซิเจนเพื่อช่วยหายใจ ใช้ที่นอนสุญญากาศเพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับที่ต้องใช้ไฟฟ้าอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งต้องเดินทางมาเปลี่ยนสายยางทานอาหารและดูดเสมหะออกที่โรงพยาบาลด่านซ้ายทุกเดือน > มูลนิธิกัลยาณมิตรฯ ผู้แทนโดยท่านรองผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษจังหวัดเลย ได้มอบเงินทุนสงเคราะห์และข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ในครัวเรือนเพื่อช่วยเหลือค่าใช้จ่ายและบรรเทาความทุกข์ยากลำบาก ตลอดจนร่วมพูดคุยให้กำลังใจคุณย่ายุพิน
  3. วันที่ 30 สค. 2659: เคสช่วยเหลือน้องแก้ม อ.ด่านซ้าย จ.เลย มีความผิดปกติของร่างกายตั้งแต่แรกเกิด มักจะมีอาการสำลักนมอาหาร และมีเสมหะติดคอ เกิดภาวะสำลักเรื้อจังจนปอดติดเชื้อ เมื่อ 3 ปีที่แล้วคุณหมอจึงต้องเจาะคอเพื่อป้องกันอันตรายแก่ชีวิต แต่น้องแก้มต้องทานอาหารเหลวทางสายยาง พบว่าคุณพ่อเสียชีวิตไปนานแล้ว เหลือแต่คุณแม่กับพี่สาวที่ต้องสลับกันมาดูแลน้องแก้มอย่างใกล้ชิด พี่เขยเป็นเสาหลักเลี้ยงครอบครัว ทุกๆ 3 เดือนพี่สาวจะต้องพาน้องแก้มไปโรงพยาบาลจังหวัดเลยซึ่งระยะทางกว่า 100 กม.จากบ้าน > มูลนิธิกัลยาณมิตรฯ ผู้แทนโดยท่านรองผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษจังหวัดเลย ได้มอบเงินทุนสงเคราะห์และข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ในครัวเรือนเพื่อช่วยเหลือค่าใช้จ่ายและบรรเทาความทุกข์ยากลำบาก ตลอดจนร่วมพูดคุยให้กำลังใจคุณแม่และพี่สาวของน้องแก้ม