เงินบริจาคของคุณจะนำไปเสริมสร้างทักษะการบริการและช่วยเหลือให้กับกับอาสาสมัคร 600 คนที่เข้าไปช่วยเหลือผู้ป่วยและญาติที่มาพบแพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐ100,000คนใน 8 โรงพยาบาล
ข่าวความขัดแย้งระหว่างผู้ไปรับบริการในโรงพยาบาลของรัฐกับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล เป็นข่าวที่ในระยะหลังเราจะได้ยินอยู่เสมอ ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งข่าวการลาออกของบุคลากรทางการแพทย์ของภาครัฐก็จะมีมาอยู่เรื่อยๆ
ปรากฏการณ์เหล่านี้เป็นผลจากการเข้าถึงบริการได้มากขึ้น เนื่องการการเกิดระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่ช่วยให้คนไทยเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้มากขึ้น ประกอบกับการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้ผู้ป่วยที่หลั่งไหลเข้ามายังโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่เพิ่มสูงขึ้น
ในขณะที่จำนวนผู้ป่วยนอกเพิ่มขึ้นมหาศาล แต่สัดส่วนของบุคลากรทางการแพทย์กลับไม่สามารถเพิ่มตามได้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ ความไม่สมดุลนี้กลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สร้างแรงกดดันให้กับทุกฝ่าย นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างกันและส่งผลต่อคุณภาพการให้บริการ ความหนาแน่นของผู้มารับบริการยังส่งผลให้บุคลากรทางการแพทย์ เกิดภาวะเครียด มีความกังวล และอาจจะส่งผลให้ทำงานบริการบนฐานของความรู้สึกเหล่านั้น
มีงานวิจัยชี้ให้เห็นว่า คุณภาพการบริการทางการแพทย์ที่ดี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญของหมอ หรือความทันสมัยของเครื่องมือเพียงอย่างเดียว แต่ "ความใส่ใจและช่วยเหลือ" คือหัวใจสำคัญอีกด้านหนึ่งที่ผู้ป่วยต้องการ
ทว่าภายใต้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่คนไข้ล้นตึกและเจ้าหน้าที่มีจำกัด เราไม่อาจเรียกร้องให้บุคลากรที่แบกรับภาระหนักจนเกินกำลัง ต้องรับหน้าที่มอบความใส่ใจได้อย่างเต็มที่ ระบบสาธารณสุขจึงต้องการแนวคิด “ความเป็นมนุษย์ (Humanism)” ที่มุ่งเยียวยาผู้ป่วยในฐานะ "มนุษย์" คนหนึ่งที่ต้องการการดูแลจิตใจ ไม่ใช่มองเพียงแค่ "โรค" ที่ต้องเอาชนะ (Healing rather than only treating)
มูลนิธิเครือข่ายพุทธิกา จึงได้จัดทำโครงการอาสาสมัครอำนวยความสะดวกในโรงพยาบาล เพื่อเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้ โดยมีทีมอาสาสมัครเข้าไปคอยช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ และดูแลผู้ป่วยและญาติ บริเวณจุดคัดกรองและจุดต่างๆ ในแผนกผู้ป่วยนอก
การทำงานร่วมกับโรงพยาบาลในครั้งนี้ คือการนำการดูแลด้วยหัวใจแบบ "มนุษย์ต่อมนุษย์" เข้ามาเป็นตัวช่วยสำคัญ ที่ไม่เพียงช่วยลดความสับสนและคลายความกังวลใจให้กับผู้ป่วย แต่ยังเป็นการแบ่งเบาความเหนื่อยล้าให้กับเจ้าหน้าที่ทุกคนในระบบไปพร้อมกัน
ปัจจุบันมูลนิธิได้ทำงานอาสาสมัครอำนวยความสะดวกผู้ป่วยในโรงพยาบาล ใน 8 โรงพยาบาลได้แก่ สถาบันประสาทวิทยา โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลตากสิน โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี สถาบันมะเร็งแห่งชาติ โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์ และโรงพยาบาลรัตนประชารักษ์ โดยเริ่มทำงานตั้งแต่ปีพ.ศ. 2562 จนถึงปัจจุบัน พ.ศ. 2569 มีอาสาสมัครที่เคยผ่านการทำงานไม่ต่ำกว่า 10,000 คน
การเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยที่เข้าไปรักษาในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ทำให้สัดส่วนระหว่างผู้ให้บริการ (บุคลากรทางการแพทย์) และผู้รับบริการ (ผู้ป่วย) ไม่สมดุลกัน มีความล่าช้าในการรอคิวจำนวนผู้บริการที่เพิ่มมากอย่างไม่สมดุลกับบุคลากร นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างกันและส่งผลต่อคุณภาพการให้บริการ เพราะเจ้าหน้าที่ต้องมารับผิดดูแลในส่วนงานที่ไม่ใช่งานวิชาชีพโดยตรง อาจจะต้องพูดตอบคำถามเดิมกับผู้ป่วยต่างรายเป็นร้อยครั้ง ทำให้เกิดอารมณ์ไม่พอใจได้ พร้อมทั้งอาจจะไม่สามารถทำงานในความชำนาญของตนเองได้อย่างที่พึงประสงค์ ส่งผลให้บุคลากรทางการแพทย์ มีภาวะเครียด มีความกังวล และอาจจะส่งผลให้ทำงานบริการมีปัญหา
มีการศึกษาพบว่า การให้ความหมายของคุณภาพการบริการ นอกจากเหนือจากความเชี่ยวชาญของแพทย์ เครื่องมือที่เหมาะสม ความสะดวกของสถานที่ และมาตรฐานของโรงพยาบาลแล้ว ประเด็นเรื่องการใส่ใจ ดูแล ช่วยเหลือของพนักงานโรงพยาบาลเป็นหัวใจสำคัญอีกด้านหนึ่งของคุณภาพการบริการ แต่การจะเพิ่มมิติความใส่ใจดูแลช่วยเหลือเข้าไปในเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลซึ่งแบกรับความกดดันจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นจำนวนผู้บริการที่มากเกินกำลัง จำนวนเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอภาระงานล้นมือ และไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้เนื่องจากขาดแคลนงบประมาณ
โครงการอาสาสมัครอำนวยความสะดวกในโรงพยาบาล โดยมูลนิธิเครือข่ายพุทธิกา ไม่ได้เรียกร้องโดยตรงต่อบุคลากรให้รับผิดชอบมากขึ้น หรือเรียกร้องต่อผู้ป่วยและญาติให้ต้องจำยอมต่อปัญหา แต่พยายามหาทางเลือกใหม่ๆ ด้วยการเติมระบบอาสาสมัครอำนวยความสะดวกในโรงพยาบาลเข้ามาเป็นฟันเฟืองสำคัญ
อาสาสมัครจะเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในแผนกผู้ป่วยนอก (OPD) และจุดคัดกรองต่างๆ เพื่อคอยให้คำแนะนำ ช่วยเหลือผู้ป่วยและญาติด้วยหัวใจแบบมนุษย์ต่อมนุษย์ เพื่อลดช่องว่างความขัดแย้ง คลายความกังวลให้ผู้ป่วย และที่สำคัญคือการคืนเวลาอันมีค่าให้บุคลากรทางการแพทย์ได้กลับไปทำงานเฉพาะทางของตนเองได้อย่างเต็มที่
1.“ระบบอาสาสมัครอำนวยความสะดวกในโรงพยาบาล” ของมูลนิธิเครือข่ายพุทธิกา เป็นการทำงานที่ตอบโจทย์เชิงโครงสร้างในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่เผชิญกับปัญหาคนไข้ล้น คนทำงานขาด เกิดปัญหาความไม่เข้าใจกันระหว่างผู้ป่วยและญาติกับเจ้าหน้าที่ โดยมุ่งแก้ปัญหาในส่วนภาระงานของเจ้าหน้าที่ ที่ไม่ใช่เรื่องหัตถการทางการแพทย์หรืองานเฉพาะของนักวิชาชีพ เพื่อคืนเวลาให้บุคลากรทางการแพทย์ได้ทำงานในความชำนาญทางวิชาชีพของตนเอง และสร้างมิติความใส่ใจดูแลและปฏิบัติต่อกันแบบมนุษย์ต่อมนุษย์ (Humanized Healthcare) ให้กับผู้ป่วย ด้วยข้อจำกัดของงบประมาณทำให้การจะเพิ่มบุคลากรด้านสุขภาพในระบบบริการเป็นไปได้ยากในสถานการณ์ปัจจุบัน การเติมอาสาสมัครเข้าไปในระบบโรงพยาบาล เป็นการแก้ปัญหาสัดส่วนบุคลากรต่อผู้ป่วยไม่สมดุล โดยไม่ต้องเพิ่มงบประมาณจ้างบุคลากรวิชาชีพราคาแพงเสมอไป แต่ใช้การ “แบ่งสรรภาระงาน” (Task Shifting/Task Sharing) - ตัดภาระงานที่ไม่ใช่งานวิชาชีพ (Non-Clinical Tasks): ให้ระบบอาสาสมัครรับช่วงงานสอบถามเส้นทาง ค้นหาเวชระเบียน แนะนำขั้นตอนการรับบริการ ตอบคำถามซ้ำๆ และช่วยกดคิว ฯลฯ - ลดแรงปะทะด้านอารมณ์ (Emotional Buffer): อาสาสมัครเข้ามาเป็น "ตัวกลาง" ในจุดรอคอย (Waiting Area) เพื่อให้ข้อมูล คลายความกังวล และดูแลความสะดวกพื้นฐาน ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกได้รับการใส่ใจ (Care & Empathy) - คืนภาระงานชำนาญการ (Restoring Core Expertise): แพทย์และพยาบาลสามารถโฟกัสกับการตรวจรักษา การให้คำแนะนำทางวิชาชีพ และงานบริบาลเฉพาะทางได้อย่างเต็มศักยภาพ
2.ผลลัพธ์และผลกระทบที่เคยเกิดขึ้น (Evidenced Outcomes & Impact) โมเดลอาสาสมัครในโรงพยาบาล (Hospital Volunteer Program) ได้รับการพิสูจน์แล้วในหลายประเทศ (เช่น สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ) รวมถึงโรงพยาบาลนำร่องในไทย ซึ่งสร้างผลลัพธ์เป็นรูปธรรม 3 ด้าน : บุคลากรทางการแพทย์ - ลดภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome) และความเครียดสะสมอย่างเห็นได้ชัด - มีเวลาดูแลผู้ป่วยเชิงลึกต่อรายมากขึ้น 15–20% - ความพึงพอใจในการทำงาน (Job Satisfaction) สูงขึ้น ผู้ป่วยและผู้รับบริการ - อัตราความขัดแย้ง/การร้องเรียน (Complaints) บริเวณจุดคิวลดลงกว่า 30–50% - ความพึงพอใจต่อบริการในภาพรวมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะมิติ "ความใส่ใจและเอื้ออาทร" - ลดความวิตกกังวลจากการรอคอยโดยไม่มีข้อมูล (Uncertain Wait Time) ระบบโรงพยาบาล - กระบวนการเดินคิวและระบายผู้ป่วย (Patient Flow) มีความคล่องตัวขึ้น - ประหยัดงบประมาณภาครัฐในการจ้างเจ้าหน้าที่ธุรการ/สนับสนุนเพิ่มเติม สำหรับโครงการอาสาสมัครในระบบโรงพยาบาล ของมูลนิธิเครือข่ายพุทธิกา เริ่มทำงานมาตั้งแต่ ปี พ.ศ 2562 ปัจจุบันมีพื้นที่ในการทำงานร่วมกับโรงพยาบาล จำนวน 8 แห่ง ดังนี้ สถาบันประสาทวิทยา โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลตากสิน โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี สถาบันมะเร็งแห่งชาติ โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลเวชการุณย์รัศมิ์ และโรงพยาบาลรัตนประชารักษ์ มีอาสาสมัครผ่านการทำงานไม่ต่ำกว่า 15,000 คน
3.จุดเด่นและความแตกต่างจากงานอาสาสมัครในโรงพยาบาลของที่อื่น (Value Proposition & Differentiators) โครงการของมูลนิธิฯ มีลักษณะเฉพาะดังนี้ 1.เน้นกระบวนการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง ก่อนเริ่มการปฏิบัติงานในทุกรอบของการรับอาสาสมัครใหม่ อาสาสมัครทุกคนต้องผ่านการปฐมนิเทศที่เป็นกระบวนทำความเข้าใจเป้าหมายและบทบาทอาสาสมัครของมูลนิธิฯ ซึ่งจะมีการเติมคุณค่า ทัศนคติ ความรู้ความเข้าใจ และทักษะที่เหมาะสมกับงาน เช่น เครื่องมือการฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening), โครงสร้างและระบบของงานอาสาสมัคร, ข้อกำหนดต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง หลังจากจบการทำงานทุกวันจะมีการถอดประสบการณ์ผ่านกระบวนการกลุ่มและการสะท้อนย้อนคิดของอาสาสมัคร (self reflection) ซึ่งหลายปีที่ทำผ่านมาพบว่าเป็นกระบวนการที่ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เกิดคุณภาพด้านบวกของตัวอาสาสมัครเอง เช่น การมีความกระตือรือร้นในการให้ความช่วยเหลือกับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ 2.การทำงานแบบมีระบบ โครงการอาสาอำนวยความสะดวกผู้ป่วยในโรงพยาบาล ของมูลนิธิเครือข่ายพุทธิกา มีระบบการทำงานที่ออกแบบให้มีพร้อมต่อการดูแลและรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น เริ่มตั้งแต่ระบบคัดกรอง ก่อนจะรับเข้าทำงาน มีการสร้างระบบพี่เลี้ยงและผู้ประสานงานโรงพยาบาลเพื่อสนับสนุนการทำงานของอาสาสมัคร มีข้อกำหนดให้ทำและห้ามทำของอาสาสมัคร (Do & Don’t) เพื่อสร้างความเป็นอาสาสมัครที่ทำงานแบบมืออาชีพ พร้อมทั้งมีการสร้างเครือข่ายอาสาสมัครทั้งที่ทำงงานอยู่และผ่านการทำงานไปแล้วเพื่อเป็นพื้นฐานของการสร้างสังคมที่ผู้คนมีการเกื้อกูลกันและกัน 3.สร้างความร่วมมือกับโครงสร้างของระบบบริการสุขภาพ การจะสร้างระบบอาสาสมัครที่มีความต่อเนื่องหรือทำงานได้อย่างยั่งยืน ย่อมเป็นไปได้ยากหากไม่มีโครงสร้างการทำงานในระบบที่เป็นทางการมารองรับ เพราะการสร้างระบบใหม่ที่แยกออกมาต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นผู้คน งบประมาณ อาคารสถานที่ เป็นต้น ดังนั้นโครงการฯ ของมูลนิธิจึงเน้นการประสานความร่วมมือกับโรงพยาบาลของรัฐที่มีหน้าที่ในการให้บริการประชาชน และช่วยเสริมระบบอาสาสมัครเข้าไปเพื่อลดช่องว่างที่มีอยู่ในระบบบ เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์โดยไม่ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก
1.1 รับสมัครอาสา และ คัดกรองอาสาสมัคร - เปิดรับสมัครและคัดกรองอาสาสมัคร รุ่นละ 1 เดือน ขั้นตอน - เปิดรับสมัคร ทุกวันที่ 1-7 ของเดือน - คัดกรองอาสา ทุกวันที่ 8-10 ของเดือน -ประกาศรายชื่อ ทุกวันที่ 11-13 ของเดือน 1.2 อบรมปฐมนิเทศอาสาอำนวยความสะดวกผู้ป่วยในโรงพยาบาล เดือนละ 1 ครั้ง 🎯 เป้าหมายภารกิจ "ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพอาสาสมัคร เพื่อการดูแลและบริการผู้ป่วย-ญาติได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ" ไม่ใช่แค่การมีอาสาสมัคร "จำนวนมากพอ" แต่ต้องเป็นอาสาสมัครที่ มีทักษะ มีความมั่นใจ และมีแรงใจ พร้อมทำงานเคียงข้างผู้ป่วยและญาติในช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุดของพวกเขา — ครอบคลุม 8 โรงพยาบาลที่โครงการดำเนินงานอยู่ "รับสมัคร + อบรมทุกเดือน" ตลอด 4 เดือน เพื่อให้มีอาสาสมัครใหม่ทยอยเข้าสู่ระบบอย่างสม่ำเสมอ ลดความเสี่ยงขาดแคลนอาสาระหว่างทาง และให้ผู้บริจาคเห็นความคืบหน้าที่จับต้องได้ทุกเดือน ________________________________________ 📅 ภาพรวม 4 ระยะการดำเนินงาน (รับสมัคร-อบรมทุกเดือน) ก.ย. 2569 รุ่นที่ 1 (150 คน) อบรมรุ่นที่ 1 วางระบบ + ประสานงาน 8 โรงพยาบาล ต.ค. 2569 รุ่นที่ 2 (150 คน) อบรมรุ่นที่ 2 ส่งอาสารุ่น 1 ลงปฏิบัติงานจริง พ.ย. 2569 รุ่นที่ 3 (150 คน) อบรมรุ่นที่ 3 อาสารุ่น 1-2 ปฏิบัติงานเต็มรูปแบบ + เริ่มระบบพี่เลี้ยง ธ.ค. 2569 รุ่นที่ 4 (150 คน) อบรมรุ่นที่ 4 อาสารุ่น 1-3 ปฏิบัติงานต่อเนื่อง + สรุปผล + งานขอบคุณ รวมตลอดแคมเปญ: อาสาสมัครใหม่ 600 คน แบ่งเป็น 4 รุ่น รุ่นละเดือน ________________________________________ 🔹 เดือนที่ 1: กันยายน 2569 — เริ่มต้นวางระบบ + รุ่นแรก เป้าหมาย: วางรากฐานให้พร้อม พร้อมเปิดรับสมัคร-อบรมรุ่นแรกทันที ไม่ต้องรอ สัปดาห์ 1 เปิดตัวแคมเปญระดมทุน + เปิดรับสมัครอาสาสมัครรุ่นที่ 1 ผ่านช่องทางออนไลน์ ผู้รับผิดชอบ: ทีมสื่อสาร สัปดาห์ 1-2 ประสานงานกับ 8 โรงพยาบาล ยืนยันจุดปฏิบัติงาน ตารางเวร ความต้องการเฉพาะแต่ละแห่ง ผู้รับผิดชอบ: ผู้ประสานงานประจำโรงพยาบาล สัปดาห์ 2 คัดกรองใบสมัคร + ปฐมนิเทศเบื้องต้นรุ่นที่ 1 ผู้รับผิดชอบ: ผู้ประสานงานโครงการ สัปดาห์ 3 อบรมรุ่นที่ 1 (150 คน) 1 วันเต็ม — ทักษะการฟังด้วยหัวใจ / ทักษะการสื่อสารอย่างสันติ / ทักษะการเติมสุขให้ใจ / ข้อตกลงร่วมกันสิ่งที่ทำได้-ทำไม่ได้ (Do&Don’t) ผู้รับผิดชอบ: ทีมพัฒนาศักยภาพ สัปดาห์ 4 เปิดรับสมัครอาสาสมัครรุ่นที่ 2 ล่วงหน้า + พี่เลี้ยงเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับอาสาสมัครรุ่นที่ 1 ผู้รับผิดชอบ: ทีมพี่เลี้ยง ______________________________________ 🔹 เดือนที่ 2: ตุลาคม 2569 — ขยายกำลัง + ลงพื้นที่จริง เป้าหมาย: อาสารุ่น 1 เริ่มปฏิบัติงานเต็มรูปแบบ พร้อมรับสมัคร-อบรมรุ่นใหม่ต่อเนื่อง สัปดาห์ 1 อาสาสมัครรุ่นที่ 1 เริ่มปฏิบัติงานเต็มรูปแบบใน 8 โรงพยาบาล ตามตารางเวร สัปดาห์ 1-2 คัดกรองใบสมัคร + ปฐมนิเทศอาสาสมัครรุ่นที่ 2 สัปดาห์ 2 อบรมรุ่นที่ 2 (150 คน) 1 วันเต็ม — ทักษะการฟังด้วยหัวใจ / ทักษะการสื่อสารอย่างสันติ / ทักษะการเติมสุขให้ใจ / ข้อตกลงร่วมกันสิ่งที่ทำได้-ทำไม่ได้ (Do&Don’t) สัปดาห์ 3 เปิดรับสมัครอาสาสมัครรุ่นที่ 3 ล่วงหน้า สัปดาห์ 4 ทีมพี่เลี้ยงลงเยี่ยมจุดปฏิบัติงานของรุ่น 1 ครั้งแรก + เก็บ feedback ปรับปรุงหลักสูตรก่อนอบรมรุ่นถัดไป _______________________________________ 🔹 เดือนที่ 3: พฤศจิกายน 2569 — ปฏิบัติงานเต็มกำลัง + ดูแลใจอาสา เป้าหมาย: ขยายกำลังอาสาต่อเนื่อง พร้อมวางระบบดูแลใจไม่ให้อาสา "หมดไฟ" สัปดาห์ 1 อาสาสมัครรุ่นที่ 2 เริ่มปฏิบัติงานเต็มรูปแบบ (รุ่น 1 ปฏิบัติงานต่อเนื่องเดือนที่ 2) สัปดาห์ 1-2 คัดกรองใบสมัคร + ปฐมนิเทศอาสาสมัครรุ่นที่ 3 สัปดาห์ 2 อบรมรุ่นที่ 3 (150 คน) วันเต็ม — ทักษะการฟังด้วยหัวใจ / ทักษะการสื่อสารอย่างสันติ / ทักษะการเติมสุขให้ใจ / ข้อตกลงร่วมกันสิ่งที่ทำได้-ทำไม่ได้ (Do&Don’t) สัปดาห์ 3 เปิดรับสมัครอาสาสมัครรุ่นที่ 4 (รุ่นสุดท้ายของแคมเปญ) ________________________________________ 🔹 เดือนที่ 4: ธันวาคม 2569 — รุ่นสุดท้าย + สรุปผลและขอบคุณ เป้าหมาย: ปิดแคมเปญอย่างมีความหมาย ครบ 600 คน และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริจาคเห็นผลลัพธ์จริง สัปดาห์ 1 อาสาสมัครรุ่นที่ 3 เริ่มปฏิบัติงานเต็มรูปแบบ + คัดกรอง/ปฐมนิเทศรุ่นที่ 4 สัปดาห์ 2 อบรมรุ่นที่ 4 (150 คน) 1 วันเต็ม — รุ่นสุดท้าย ครบเป้าหมาย 600 คน สัปดาห์ 2-3 เก็บข้อมูล/แบบสอบถามความพึงพอใจจากผู้ป่วย ญาติ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล และตัวอาสาสมัครเอง สัปดาห์ 4 จัดทำรายงานสรุปผลฉบับสมบูรณ์ พร้อมภาพและเรื่องราวจริงจากภาคสนาม ส่งถึงผู้บริจาคทุกท่าน ผลลัพธ์ทั้งโครงการ: - มีอาสาสมัคร 600 คน (4 รุ่น) ปฏิบัติงานต่อเนื่องใน 8 โรงพยาบาล - อาสาสมัครเกิดการเรียนรู้ผ่านประบการณ์ตรง (เข้าใจตนเอง,มีทักษะในการเข้าใจชีวิตและสังคม และช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น) - รายงานผลลัพธ์ฉบับสมบูรณ์
จัดประชุมติดตามการดำเนินงานอาสาสมัครในระบบโรงพยาบาล เดือนละ 1 ครั้ง กลุ่มเป้าหมาย คือ ตัวแทนจากโรงพยาบาล, พี่เลี้ยงอาสาประจำโรงพยาบาล, คณะทำงานมูลนิธิเครือข่ายพุทธิกา เพื่อรายงานความก้าวหน้า ปัญหา และแนวทางพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเพื่อสร้างเครือข่ายเชิงระบบระหว่างโรงพยาบาล
การติดตามและประเมินผลโครงการ มูลนิธิเครือข่ายพุทธิกา จัดให้มีกลไกคณะทำงานติดตามประเมินผลภายใน จากผู้มีความเชี่ยวชาญด้านอาสาสมัคร เพื่อให้เกิดการปรับปรุงและพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง
| รายการ | จำนวน | จำนวนเงิน (บาท) |
|---|---|---|
| การอบรมปฐมนิเทศเพื่อพัฒนาทักษะและเครื่องมือสำหรับอาสาใหม่ จำนวน 4 รุ่นๆ ละ 150 คน / 8 โรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายต่อรุ่น 35,500 บาท ประกอบด้วย - ค่าออกแบบโปสเตอร์รับสมัครอาสาใหม่ จำนวน 8 โรงพยาบาล x 250 บาท = 2,000 บาท - ค่าตอบแทนวิทยากรอบรม 1 คน x 6 ชั่วโมง = 6,000 บาท - ค่าประสานอาสาสมัคร ประสานงานการจัดอบรม = 2,000 บาท - ค่าบันทึกภาพ บันทึกวิดีโอ = 1,000 บาท - ค่าสถานที่จัดอบรม 1 วัน x 6 ชั่วโมง = 6,000 บาท - ค่าอาหารกลางวัน 1 มื้อ อาหารว่าง 2 มื้อ = 15,000 บาท - ค่าวัสดุอุปกรณ์ประกอบการอบรม เหมาจ่าย 4 เดือน 3,500 บาท | 4รุ่น | 142,000.00 |
| ปฏิบัติการอาสาสมัคร (การดูแลอาสาสมัคร/พี่เลี้ยง) - ค่าใช้จ่ายในการประสานงาน(โทรศัพท์, เดินทาง) ของพี่เลี้ยงอาสาประจำโรงพยาบาล 4 คนๆ ละ 5,000 บาท/เดือน (ดูแลคนละ 2 โรงพยาบาล) | 5,000คน | 20,000.00 |
| ปฏิบัติการอาสาสมัคร (สนับสนุนการทำงานอาสาสมัคร) - ค่าวัสดุอุปกรณ์สำหรับอาสาสมัครในการปฏิบัติงาน ( ชุดเอี๊ยมอาสา บัตรอาสา วัสดุอุปกรณ์สำนักงานเพื่อใช้ในการปฏิบัติงานและถอดบทเรียนอาสา) โรงพยาบาลละ 2,000 บาท / เดือน x 8 โรงพยาบาล x 4 เดือน | 16,000เดือน | 64,000.00 |
| การสื่อสารกับสังคมวงกว้างเพื่อสร้างสังคมแห่งการช่วยเหลือเกื้อกูล - นำเสนอข่าวสารการประกาศรับสมัครอาสาสมัครทั้ง 8 โรงพยาบาล เป็นประจำทุกเดือน - สัมภาษณ์ประสบการณ์การทำงานอาสา เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนในสังคม สัปดาห์ละ 1 ชิ้น - สื่อสารกิจกรรมพื้นที่เติมสุขให้ใจและความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ที่ขับเคลื่อนงานอาสาสมัครในระบบโรงพยาบาลและพื้นที่อื่นๆ | 5,000เดือน | 20,000.00 |
| ค่าบริหารจัดการโครงการ - ค่าเดินทาง ค่าโทรศัพท์ ติดต่อประสานงาน จัดประชุมคณะทำงาน/พี่เลี้ยงอาสา เพื่อติดตามการทำงาน ทั้ง 8 โรงพยาบาล เดือนละ 10,000 บาท x 4 เดือน - ค่าจัดทำรายงาน (รายเดือน) เดือนละ 3,500 บาท x 4 เดือน | 13,500เดือน | 54,000.00 |
| รวมเป็นเงินทั้งหมด | 300,000.00 | |
| ค่าสนับสนุนเทใจ (10%) | 30,000.00 | |

“มูลนิธิเครือข่ายพุทธิกา” เป็นองค์กรไม่แสวงกำไร ซึ่งเชื่อว่า การสร้างสังคมที่ดี ไม่ได้เริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการพัฒนาผู้คนให้มีสติ ความเข้าใจ และความเมตตาในการดำเนินชีวิตและอยู่ร่วมกับผู้อื่น โดยนำหลักพุทธธรรมมาประยุกต์ใช้กับชีวิตร่วมสมัย เพื่อให้ทุกคนเรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเอง และนำสิ่งที่เรียนรู้ไปสร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิต ครอบครัว ชุมชน และสังคม โครงการ/ผลงานที่ผ่านมา 1.สื่อสารรณรงค์เรื่องการทำบุญที่ถูกต้องตามหลักพุทธศาสนา จัดพิมพ์เผยแพร่หนังสือ ฉลาดทำบุญ และหนังสือที่เกี่ยวข้องรวมถึงจัดกิจกรรมในประเด็นดังกล่าว 2.พัฒนาหลักสูตรและจัดอบรม เผชิญความตายอย่างสงบ ร่วมกับเสมสิกขาลัย เพื่อเป็นช่องทางการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการแก่ผู้สนใจ 3.โครงการสุขแท้ด้วยปัญญา ส่งเสริมแนวคิดเรื่องทัศนคติ อันเป็นที่มาแห่งความสุข ประกอบด้วย รู้จักให้ สุขที่ใจ ไม่รอโชค คิดดี คิดเป็น 4.โครงการอาสาอำนวยความสะดวกผู้ป่วยในโรงพยาบาล ที่ช่วยแบ่งเบาภาระของบุคลากรทางการแพทย์ พร้อมดูแลและรับฟังผู้ป่วยและญาติด้วยความเข้าใจ ทำให้โรงพยาบาลเป็นพื้นที่ที่เปี่ยมด้วยความเอื้ออาทรมากยิ่งขึ้น 5.โครงการปันกันอิ่ม เปิดพื้นที่ให้ผู้คนแบ่งปันอาหารและน้ำใจแก่ผู้ที่กำลังเผชิญความยากลำบาก สร้างวัฒนธรรมการแบ่งปันที่เชื่อมโยงผู้คนในสังคมเข้าหากัน 6.โครงการปลุกสติออนไลน์ เปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไป สามารถปฏิบัติธรรมโดยไม่ต้องติดขัดข้อจำกัดเรื่องเวลา สถานที่ และการเดินทาง ผู้ฝึกสามารถฝึกปฏิบัติธรรมได้ทุกที่โดยไม่ต้องเข้าวัด หรือ สถานปฏิบัติธรรม และสามารถนำความรู้ความเข้าใจเรื่องการเจริญสติประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวัน
ดูโปรไฟล์ร่วมกันระดมทุนเพื่อสนับสนุนโครงการนี้
สร้างเพจระดมทุนให้โครงการนี้