cover_1
เทใจแนะนำ
+1

Fight to Alive กองทุนช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งโลหิตวิทยา

เด็กและเยาวชน
ผู้สูงอายุ
ผู้ป่วย ผู้พิการ

เงินบริจาคของคุณจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้ผู้ป่วยให้ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องให้กับผู้ป่วยมะเร็งโลหิตวิทยาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์40คน

บริจาคให้โครงการนี้

บริจาค

เงินบริจาคของคุณจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้ผู้ป่วยให้ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องให้กับผู้ป่วยมะเร็งโลหิตวิทยาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์40คน

บริจาค

เทใจรองรับ e-Donation ลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า

8 ก.ค. 2569

อัปเดตโครงการกิจกรรม Fight to Alive กองทุนช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งโลหิตวิทยา ปี 2568

ช่วงเวลาที่ทำกิจกรรม

1 ม.ค. 2568 - 31 ธ.ค. 2568

โครงการ “Fight to Alive” ภายใต้มูลนิธิมะเร็งโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย เป็นโครงการที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งโลหิตวิทยาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการรักษา โดยเงินสนับสนุนจากการระดมทุนผ่านเว็บไซต์เทใจ ได้ถูกนำมาใช้เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่อยู่ระหว่างการรักษาในโรงพยาบาลทั่วประเทศ ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน และมีภาระค่าใช้จ่ายสูงเกินกว่าศักยภาพของครอบครัว

การดำเนินงานของโครงการเริ่มจากการเปิดรับคำร้องขอความช่วยเหลือจากผู้ป่วยและครอบครัว ผ่านการประสานงานร่วมกับโรงพยาบาล แพทย์ พยาบาล และเครือข่ายผู้ดูแลผู้ป่วย จากนั้นมูลนิธิจะดำเนินการตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์ สิทธิการรักษา และฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว เพื่อประเมินความจำเป็นและจัดลำดับความเร่งด่วนในการช่วยเหลืออย่างโปร่งใสและเหมาะสม

ความช่วยเหลือที่มูลนิธิดำเนินการภายใต้โครงการ Fight to Alive ครอบคลุมหลายด้าน ได้แก่ การสนับสนุนค่าเดินทางมารักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยที่ต้องเดินทางไกลกว่า 100 กิโลเมตร การช่วยเหลือค่าใช้จ่ายจำเป็นระหว่างรักษาสำหรับผู้ป่วยเด็ก เช่น ค่านมทางการแพทย์ ค่าแพมเพิส และอุปกรณ์ดูแลสุขภาพ การสนับสนุนค่าตรวจเนื้อเยื่อ HLA สำหรับผู้ป่วยที่ต้องเข้าสู่กระบวนการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ รวมถึงการช่วยเหลือค่ายามุ่งเป้า (Targeted Therapy) ซึ่งเป็นยาที่มีค่าใช้จ่ายสูงและบางรายการไม่สามารถเบิกจากสิทธิการรักษาได้

กลุ่มเป้าหมายของโครงการ คือ ผู้ป่วยมะเร็งโลหิตวิทยาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ทั้งในกลุ่มเด็ก เยาวชน และผู้ใหญ่ โดยในปี พ.ศ.2568 มีผู้ป่วยได้รับการช่วยเหลือจากโครงการจำนวนหลายรายจากโรงพยาบาลทั่วประเทศ อาทิ ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน ผู้ป่วยที่ต้องปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ และผู้ป่วยที่ต้องใช้ยามุ่งเป้าในการรักษาอย่างต่อเนื่องในโรงพยาบาลทั่วประเทศ รวม 36 คน

จากการดำเนินโครงการ ทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างต่อเนื่อง ลดโอกาสการหยุดรักษาเนื่องจากปัญหาทางการเงิน และช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัวผู้ป่วยในช่วงเวลาวิกฤต นอกจากนี้ยังช่วยสร้างกำลังใจให้แก่ผู้ป่วยและผู้ดูแล เพราะได้รับการสนับสนุนจากสังคมและผู้บริจาค ทำให้ผู้ป่วยหลายรายสามารถเข้าสู่กระบวนการรักษาที่จำเป็นได้ทันเวลา

ตัวอย่างกรณีการช่วยเหลือ 

  • เด็กหญิงวริยา อายุ 14 ปี ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน ซึ่งเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลชลบุรี ครอบครัวมีภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางมารักษาอย่างต่อเนื่อง โครงการได้ให้การสนับสนุนค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายจำเป็นระหว่างรักษา ทำให้ผู้ป่วยสามารถเดินทางมารับยาและติดตามอาการได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ขาดการรักษา ส่งผลให้กระบวนการรักษาเป็นไปตามแผนของแพทย์ และช่วยลดภาระความเครียดของครอบครัว
  • เด็กหญิงไลลัก อายุ 8 ปี ผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องที่ต้องเข้าสู่กระบวนการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ ณ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ซึ่งจำเป็นต้องมีการตรวจเนื้อเยื่อ HLA เพื่อหาคู่ปลูกถ่ายที่เหมาะสม โครงการได้สนับสนุนค่าตรวจ HLA ทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้าสู่ขั้นตอนการรักษาที่สำคัญได้อย่างทันท่วงที เพิ่มโอกาสในการรักษาและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะยาว

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากโครงการ คือ ผู้ป่วยและครอบครัวมีโอกาสเข้าถึงการรักษาอย่างเท่าเทียมมากขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต และช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องตามแผนการแพทย์ ขณะเดียวกันโครงการยังสร้างความตระหนักรู้ให้สังคมเห็นถึงความสำคัญของการช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งโลหิตวิทยา และเกิดเครือข่ายแห่งการแบ่งปันระหว่างผู้บริจาค อาสาสมัคร บุคลากรทางการแพทย์ และครอบครัวผู้ป่วย ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการสนับสนุนผู้ป่วยให้สามารถต่อสู้กับโรคต่อไปได้อย่างมีความหวังและกำลังใจ

ความประทับใจของผู้ที่ได้รับประโยชน์

“ หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากผู้บริจาคและมูลนิธิ ความยากลำบากคงหนักหนากว่านี้มาก ขอบคุณทีมแพทย์ ผู้บริจาค และมูลนิธิที่ช่วยให้ครอบครัวมีโอกาสเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ปัจจุบันผลตรวจล่าสุดของน้องไม่พบเชื้อมะเร็ง และอยู่ระหว่างติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง ” ผู้ปกครองของน้องพรัญธวุฒษ์ ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน อายุ 5 ปี 

“ มูลนิธิได้ให้การช่วยเหลือทั้งด้านค่าใช้จ่าย คำแนะนำ และการติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง ทำให้ครอบครัวมีกำลังใจในการต่อสู้กับโรคมากขึ้น ครอบครัวรู้สึกว่ามูลนิธิเป็นสะพานบุญ ที่ช่วยเชื่อมต่อความช่วยเหลือจากสังคมมายังผู้ป่วยที่กำลังเผชิญวิกฤตชีวิต ” ผู้ปกครองของน้องไลลัก ผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยในกระบวนการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ อายุ 8 ปี 

เงินช่วยเหลือดังกล่าวมีส่วนสำคัญในการดูแลรักษาน้อง ทั้งค่าเดินทาง ค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายจำเป็นระหว่างการรักษา ทำให้ครอบครัวมีทุนในการดูแลลูกได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ครอบครัวไม่ต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพังอีกต่อไป ผู้ปกครองของน้องณิรัชชา ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน อายุ 8 ปี