cover_1
โครงการใหม่
+1

เติมอิ่ม ปลูกฝัน: อาหารกลางวันเพื่อเด็กชายขอบ

เด็กและเยาวชน
คนชายขอบ/คนไร้สัญชาติ

เงินบริจาคของคุณจะสนับสนุนค่าอาหารกลางวันให้กับเด็กชายขอบเปราะบางซ้ำซ้อนอายุ 1-4 ปี ในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนในสวนส้ม120คน

ระยะเวลาระดมทุน

23 มี.ค. 2569 - 1 เม.ย. 2569

พื้นที่ดำเนินโครงการ

ศูนย์เตรียมความพร้อมบ้านหล่ายฝาง ต.แม่ข่า อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ 50320

เป้าหมาย SDGs

NO POVERTYZERO HUNGERQUALITY EDUCATIONREDUCED INEQUALITIES

กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับประโยชน์จากโครงการ

เด็กและเยาวชน
120คน

ภาวะเปราะบางซ้ำซ้อน” ของเด็กปฐมวัย (1-4 ปี) ในครอบครัวแรงงานในภาคการเกษตร ทั้งแรงงานไทย และแรงงานข้ามชาติ ที่ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่  คือเด็กเหล่านี้ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิทางการศึกษาและสุขภาวะที่เหมาะสม เนื่องจากอุปสรรคด้านการสื่อสาร ความห่างไกล และความยากจนที่รุนแรง 

สมาคมฯ เข้ามาแก้ไขผ่านการจัดตั้ง ศูนย์เตรียมความพร้อมเด็กก่อนวัยเรียน เพื่อให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) สำหรับพวกเขา และ“ก้าวแรก” ในการทำลายกำแพงความเหลื่อมล้ำ 

ในปีการศึกษา 2569 เรามีเด็กในความดูแล 120 คน ซึ่งยังขาดแคลนค่าใช้จ่ายอาหารกลางวันมื้อละ 24 บาท เพื่อช่วยให้เด็ก ๆ เหล่านี้เติบโตอย่างเหมาะสม มีสุขภาพร่างกายที่ดี ไม่ขาดสารอาหาร ทำให้พัฒนาศักยภาพได้สมวัยและมีทักษะทัดเทียมเพื่อเข้าสู่ระบบการศึกษาของรัฐได้อย่างราบรื่น

ปัญหาสังคม

สถานการณ์โภชนาการเด็กในประเทศไทยปัจจุบันเข้าขั้นวิกฤต ข้อมูลจาก Health Data Center กระทรวงสาธารณสุข (2564) ระบุว่าเด็กไทยกว่า 40% มีภาวะทุพโภชนาการ ซึ่งส่งผลให้การเจริญเติบโตชะงักงันและระดับสติปัญญาต่ำลง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับเด็กปฐมวัย (1-4 ปี) ในพื้นที่สวนส้ม อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ปัญหานี้รุนแรงกว่าปกติเนื่องจากความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง ทั้งเรื่องช่องว่างด้านสิทธิ สถานะ ความยากจน และความห่างไกลในการเข้าถึงศูนย์เด็กเล็กของหน่วยงานรัฐ

แม้โดยปกติแล้ว ท้องถิ่นมีหน้าที่ดูแล และอุดหนุนให้เด็ก ๆ ในพื้นที่ได้มีการดูแลผ่านศูนย์เด็กเล็ก เพื่อให้เด็กทุกคนในพื้นที่ได้มีพัฒนาการที่ดี ได้เรียนรู้ และได้ทานอาหารที่เหมาะสมตามวัย แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีเด็ก ๆ ลูกหลานแรงงานข้ามชาติในพื้นที่ สวนส้ม อ.ฝาง ส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเข้าถึงสิทธิเหล่านั้นได้ ด้วยปัญหาความยากจน ไม่มีเงินสมทบในการจ่ายค่าดูแลเพิ่มเติมต่าง ๆ ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง หรือแม้กระทั่งปัญหาเรื่องการสื่อสาร ทำให้เด็ก ๆ เหล่านี้ต้องติดตามพ่อแม่เข้าไปที่สวนส้ม ซึ่งเสี่ยงต่ออันตรายจากสารเคมี และทำให้ขาดการศึกษา และอาหารที่เหมาะสม และศูนย์เด็กเล็กบางพื้นที่ปฏิเสธเด็ก ๆ เหล่านี้เนื่องจากเด็กหลายคนไม่มีเอกสารหลักฐานในการยืนยันตัวตน

โครงการนี้ทำหน้าที่เป็น "สะพานเชื่อมโอกาส" โดยใช้โภชนาการเป็นตัวนำเพื่อทำลายวงจรความเหลื่อมล้ำ ดังนี้:

  • ด้านสุขภาวะและสติปัญญา: แก้ไขปัญหาการขาดแคลนโภชนาการที่ถูกต้องสมวัย ช่วยให้เด็ก 120 คนเข้าถึงอาหารปลอดภัย (เฉลี่ย 24 บาท/วัน โดยตัวเลขยึดตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงศึกษาที่จ่ายให้กับค่าอาหารกลางวันของนักเรียนในโรงเรียนรัฐที่มีจำนวนนักเรียนประมาณ 120 คน) เพื่อป้องกันภาวะเตี้ย-ผอม และส่งเสริมพัฒนาการในช่วง "โอกาสทอง" (1-4 ปี)
  • ด้านการศึกษาและการสื่อสาร: ใช้ศูนย์การเรียนเป็นพื้นที่บ่มเพาะทักษะภาษาและสังคม ทลายกำแพงการสื่อสารเพื่อเตรียมความพร้อมให้เด็กสามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาของรัฐได้อย่างราบรื่นและทัดเทียมกับเด็กทั่วไป
  • ด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม: สร้าง Safe Zone ที่เป็นรูปธรรม ปกป้องเด็กจากสารเคมีทางการเกษตรในพื้นที่ทำงานของผู้ปกครอง ลดความเสี่ยงต่อโรคติดต่อไม่เรื้อรังในอนาคต
  • ผลประโยชน์ต่อสังคมอย่างยั่งยืน: ลดปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาในระยะยาว เปลี่ยนจากกลุ่มเป้าหมายที่ "เปราะบาง" ให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพและพึ่งพาตนเองได้ในสังคมไทย

วิธีการแก้ปัญหา

  1. วิธีแก้ปัญหา เราใช้โมเดล "ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนเชิงรุก" เพื่อเน้นการแก้ปัญหาดังนี้: • โภชนาการบำบัด: จัดสรรอาหารกลางวันที่มีสารอาหารครบ 5 หมู่ (งบประมาณ 24 บาท/คน/วัน) โดยมีการเก็บข้อมูลน้ำหนัก-ส่วนสูงเพื่อเฝ้าระวังภาวะทุพโภชนาการรายบุคคล และปรับเมนูให้เหมาะสมกับเด็กที่มีภาวะเตี้ยหรือผอม • พื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone): บริหารจัดการการรับ-ส่งเด็กจากชุมชนแรงงานมายังศูนย์ฯ เพื่อดึงเด็กออกจากพื้นที่สวนเกษตรที่มีการใช้สารเคมีเข้มข้น ลดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพเรื้อรัง • หลักสูตรเตรียมความพร้อม : บ่มเพาะทักษะภาษาไทยพื้นฐานและการช่วยเหลือตนเอง เพื่อทลายกำแพงการสื่อสารที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้าสู่ระบบการศึกษาปกติ • ความยั่งยืนโดยชุมชน: พัฒนาทักษะการประกอบอาหารและโภชนาการให้คุณครูและอาสาสมัครผู้ปกครอง พร้อมทั้งส่งเสริมการปลูกผักสวนครัวปลอดภัยในพื้นที่ศูนย์ฯ เพื่อเป็นแหล่งวัตถุดิบเสริมและลดต้นทุน

  2. ผลลัพธที่เคยเกิดขึ้น ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี (ตั้งแต่ พ.ศ. 2545) สมาคมฯ ได้พิสูจน์แล้วว่าโมเดลนี้สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง: • ด้านสุขภาพ: เด็กในความดูแลมีพัฒนาการทางร่างกายสมวัย ลดอัตราการเจ็บป่วยจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจและผิวหนังที่เคยเกิดจากสภาพแวดล้อมในสวนเกษตร • ด้านการศึกษา: เด็กที่ผ่านการเตรียมความพร้อมจากศูนย์ฯ 100% สามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาของรัฐในระดับประถมศึกษาได้อย่างราบรื่น มีทักษะการสื่อสารภาษาไทยและทักษะสังคมทัดเทียมกับเด็กทั่วไป ลดอัตราการหลุดออกจากระบบการศึกษา (Drop-out) ในระยะยาวอย่างเห็นได้ชัด • ด้านสังคม: พ่อแม่แรงงานมีความมั่นใจในความปลอดภัยของลูก ทำให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครอบครัว

  3. ความแตกต่างจากหน่วยงานอื่น (Competitive Advantage) ความโดดเด่นของโครงการเราที่แตกต่างจากสถานศึกษาของรัฐหรือหน่วยงานอื่น คือ:ความเข้าใจและการเข้าถึง เนื่องจากศูนย์เตรียมความพร้อม ตั้งอยู่ในพื้นที่ ที่มีปัญหา และครูผู้ดูแลเด็ก นั้นล้วนเป็นคนในพื้นที่ ทำให้มีความง่ายต่อการเข้าถึงของกลุ่มแรงงานในพื้นที่ อีกทั้งทำให้ไม่มีปัญหาด้านการสื่อสารกับเด็ก ๆ และผู้ปกครอง

แผนการดำเนินงาน

  1. ระยะที่ 1: การเตรียมการและเก็บข้อมูลพื้นฐาน • บันทึกทะเบียนเด็ก: จัดทำบัญชีรายชื่อเด็กแยกรายบุคคล โดยระบุชื่อ อายุ และวันเกิดที่ชัดเจน • การวัดผลครั้งแรก (Baseline Data): o ชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูงเด็กทุกคนอย่างละเอียด o คำนวณค่า BMI และประเมินสถานะทางโภชนาการตามเกณฑ์กรมอนามัย (เช่น อยู่ในกลุ่มเริ่มอ้วน, สมส่วน, หรือขาดสารอาหาร) • ตรวจสุขภาพเบื้องต้น: บันทึกสภาพร่างกายทั่วไป เช่น ความสดใส สมาธิในการเรียน เพื่อใช้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบเชิงคุณภาพ

  2. ระยะที่ 2: การจัดหาอาหารกลางวันที่ปลอดภัยและมีคุณค่า (ตลอดปีการศึกษา) ดำเนินการจัดเตรียมมื้ออาหารโดยยึดหลัก "Local & Nutritious" • ระบบ Thai School Lunch: ใช้โปรแกรมจัดสำรับอาหารที่คำนวณสารอาหารครบ 5 หมู่ และให้พลังงานเหมาะสมตามช่วงวัย • คัดกรองวัตถุดิบ (Safety First): o เน้นซื้อผักและเนื้อสัตว์จากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ในพื้นที่ หรือโครงการเกษตรอินทรีย์ของชุมชน o ตรวจสอบความสะอาดของโรงครัว ภาชนะ และสุขอนามัยของผู้ปรุงอาหารอย่างสม่ำเสมอ

  3. ระยะที่ 3: ระบบการติดตามและประเมินผล

  4. ระยะที่ 4: สรุปผลและปิดโครงการ (ปลายมีนาคม - 1 เมษายน 2569) • Final Assessment: สรุปภาพรวมว่าหลังจากผ่านไปเด็กๆ มีพัฒนาการทางร่างกายเปลี่ยนไปอย่างไร (เช่น "เด็ก 80% มีน้ำหนักและส่วนสูงตามเกณฑ์เพิ่มขึ้น") • Impact Report: รวบรวมข้อมูลตัวเลข (น้ำหนัก/ส่วนสูง) คู่กับสื่อสารคดีที่คุณจัดทำขึ้น เพื่อรายงานความสำเร็จต่อผู้บริจาคและผู้สนับสนุน • ถอดบทเรียน: สรุปปัญหาและอุปสรรคที่พบในการจัดหาอาหาร เพื่อเป็นแนวทางสำหรับปีถัดไป

แผนการใช้เงิน

รายการจำนวนจำนวนเงิน (บาท)
ค่าอาหารกลางวันมื้อละ 24 บาท เป็นเวลา 60 วัน

120คน172,800.00
รวมเป็นเงินทั้งหมด172,800.00
ค่าสนับสนุนเทใจ (10%)17,280.00
ยอดระดมทุน
190,080.00

ผู้รับผิดชอบโครงการ

"เราเชื่อว่า... ความแตกต่างของภาษาและวิถีชีวิต ไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อการได้รับความรัก ความปลอดภัย และโภชนาการที่สมวัย เพราะเด็กทุกคนคืออนาคตที่สำคัญของสังคม" ในพื้นที่เกษตรกรรมของอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ มีกลุ่มแรงงานภาคเกษตรจำนวนมากที่ต้องทำงานในสวนส้มและสวนผลไม้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นครอบครัวที่มีฐานะยากจนและบางครอบครัวก็เป็นแรงงานข้ามชาติ เด็กปฐมวัยอายุ 1-4 ปี ในกลุ่มนี้มักตกอยู่ในภาวะ "เปราะบางซ้ำซ้อน" คือการขาดแคลนสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต และความเสี่ยงจากการติดตามผู้ปกครองไปทำงานท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยสารเคมีทางการเกษตร สมาคมสร้างเสริมเด็กเยาวชน และครอบครัว ซึ่งดำเนินงานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 เล็งเห็นว่า "ช่วงวัย 1-4 ปี คือโอกาสทองของพัฒนาการ" เราจึงจัดตั้งศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนขึ้น 3 แห่ง เพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) ในการบ่มเพาะพื้นฐานทางภาษา สังคม และโภชนาการ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเตรียมความพร้อมให้เด็กกลุ่มนี้สามารถเติบโตและเข้าสู่ระบบการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น กว่า 20 ปี ที่ผ่านมา ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนของเรา สามารถทำหน้าที่เป็น "ก้าวแรก" ที่สำคัญ โดยเฉพาะกับลูกหลานแรงงานข้ามชาติที่ขาดโอกาสในเข้าถึงการเรียนรู้ โครงการในอดีตพิสูจน์แล้วว่า เด็กที่ผ่านการเตรียมความพร้อมจากศูนย์ฯ ของเรา สามารถปรับตัวและเข้าสู่ระบบการศึกษาของรัฐในระดับประถมศึกษาได้อย่างราบรื่น มีทักษะทางสังคมและภาษาที่ทัดเทียมกับเด็กทั่วไป ช่วยลดปัญหาการหลุดออกจากระบบการศึกษาในระยะยาว ปัจจุบัน สมาคมฯ ดูแล ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนจำนวน 3 แห่ง ในพื้นที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ในปีการศึกษา 2569 มีเด็กอยู่ในความดูแลรวม 120 คน ซึ่งงบประมาณในการจัดการศึกษาและดูแลเด็ก ๆ เหล่านี้ ได้ล้วนได้มาจากการระดมทุนจากภาคสังคม และการขายของมือสองที่ได้รับจากการระดมทุนทางสังคม โดยไม่ได้รับการอุดหนุนใด ๆ จากภาคส่วนอื่น ๆ ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนจำเป็นต้องระดมทุนเพื่อสนับสนุน ค่าอาหารกลางวันและนมสำหรับเด็ก ๆ เฉลี่ย วันละ 31 บาทต่อคน เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับโภชนาการที่เหมาะสมตลอดปีการศึกษา ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการให้โอกาสเด็กๆ เหล่านี้ ให้ได้มีโภชนาการที่เพียงพอ พร้อมเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของสังคมในอนาคต และช่วยสร้างความเท่าเทียมและความมั่นคงในสังคมของเรา

ดูโปรไฟล์

สร้างเพจระดมทุน

ร่วมกันระดมทุนเพื่อสนับสนุนโครงการนี้

สร้างเพจระดมทุนให้โครงการนี้
icon