Donations for the project will นำไปจัดหากล้าไม้ในกิจกรรมการเวียนเทียนด้วยต้นไม้ to ประชาชนที่เข้าร่วมเวียนเทียนด้วยต้นไม้ในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา8,000คน
ปัญหามลพิษจากควันธูปเทียน และ ขยะพิธีกรรมที่รอการแก้ไข
ปัจจุบันวัดในประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหามลภาวะฝุ่นควัน และภาระขยะที่สะสมจากการจุดธูปเทียนในวันสำคัญทางศาสนา ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชน
โครงการ "เวียนเทียนด้วยต้นไม้" จึงเกิดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาปัญหาดังกล่าว ด้วยการรณรงค์ให้ประชาชนเปลี่ยนมาใช้กล้าไม้เวียนเทียนทดแทนการใช้ธูปเทียน ซึ่งกล้าไม้หลังจบพิธีสามารถนำไปปลูกต่อในพื้นที่ส่วนตัว วัด หรือที่สาธารณะได้ โครงการนี้ดำเนินการในพื้นที่กรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือประชาชนที่ได้รับแจกกล้าไม้จำนวน 8,000 คน และวัดที่เข้าร่วมประมาณ 300 แห่ง ในวันพระสำคัญคือวันวิสาขบูชา 31 พฤษภาคม 2569 ซึ่งจะช่วยในการยกระดับสุขภาวะของชุมชน ลดภาระการจัดการขยะของวัด และช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวที่สร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมต่อไป
1. ภัยเงียบจากฝุ่นพิษและสารก่อมะเร็งในควันธูป
การจุดธูปเทียนจำนวนมากในพิธีกรรมทางศาสนา แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่เมื่อเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ จะก่อให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) และมลพิษทางอากาศอย่างมหาศาล ข้อมูลจาก กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และสถาบันวิจัยชั้นนำระบุชัดเจนว่า ควันธูปมีสารก่อมะเร็งหลายชนิด นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบว่า เจ้าหน้าที่วัดหรือผู้ที่ทำงานใกล้ชิดกับควันธูป มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอดและมีปริมาณสารก่อมะเร็งในเลือดสูงกว่าคนทั่วไป การปรับเปลี่ยนรูปแบบการเวียนเทียนจึงเป็นทางออกสำคัญในการปกป้องสุขภาพของพระภิกษุสงฆ์ เจ้าหน้าที่วัด และพุทธศาสนิกชน
2. ภาระขยะสะสมและวงจรการจัดการที่ทำลายสิ่งแวดล้อม
ในทุกวันสำคัญทางศาสนา วัดต่างๆ ต้องรับภาระในการจัดการขยะจากธูปเทียนและดอกไม้จำนวนมหาศาล ก้านธูปและเทียนที่ใช้แล้วมักมีส่วนประกอบของสารเคมีและพาราฟิน ซึ่งยากต่อการย่อยสลายตามธรรมชาติ หลายวัดเลือกใช้วิธี "การเผาทำลายในที่โล่ง" ซึ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหาฝุ่น PM2.5 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ ในขณะที่การให้หน่วยงานท้องถิ่นนำไปฝังกลบก็สร้างภาระค่าใช้จ่ายมหาศาลในการบริหารจัดการขยะชุมชน และเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของสารเคมีลงสู่ดินและแหล่งน้ำในระยะยาว
3. วิกฤตพื้นที่สีเขียว และทางออกด้วยการ "เวียนเทียนด้วยต้นไม้"
ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาพื้นที่ป่าไม้ลดลง ยิ่งไปกว่านั้น ในเขตเมืองใหญ่ สัดส่วนพื้นที่สีเขียวต่อประชากรยังคงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานของ องค์การอนามัยโลก (WHO) ที่กำหนดไว้ขั้นต่ำ 9 ตารางเมตรต่อคน โครงการ "เวียนเทียนด้วยต้นไม้" จึงเป็นนวัตกรรมทางสังคมที่ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว เพราะ กล้าไม้เหล่านี้สามารถนำไปปลูกต่อ เพิ่มร่มเงา ช่วยกรองฝุ่นควัน และลดอุณหภูมิของเมืองได้อย่างยั่งยืน
4. เปลี่ยน "ความตระหนักรู้" สู่ "การลงมือทำ" อย่างเป็นรูปธรรม
แม้ผลสำรวจหลายสำนักจะชี้ว่า คนไทยส่วนใหญ่ตระหนักถึงปัญหาวิกฤตโลกเดือด และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ปัญหาหลักคือ ผู้คนจำนวนมากยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นช่วยโลกได้อย่างไร "เวียนเทียนด้วยต้นไม้" จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยทำให้การเริ่มต้นทำได้ง่ายขึ้น เข้าถึงคนทุกเพศทุกวัย และเมื่อผู้คนได้ลงมือปลูกต้นไม้ด้วยตนเอง จะเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกรักสิ่งแวดล้อม ที่นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันด้านอื่นๆ ต่อไป
"เวียนเทียนด้วยต้นไม้" นับเป็นนวัตกรรมทางสังคมวิถีพุทธ (Buddhist Social Innovation) ที่บูรณาการหลักธรรมทางศาสนาเข้ากับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยประยุกต์ใช้ประเพณีการเวียนเทียนในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นวิถีปฏิบัติที่หยั่งรากลึกในสังคมไทย มาเป็นกุศโลบายในการเสริมสร้างจิตสำนึกรักษ์ธรรมชาติ "ต้นกล้า" คือ "ตัวแทนแห่งบุญกุศล" การปลูกและบำรุงรักษาต้นไม้ให้เจริญเติบโตจึงถือเป็นการเจริญกุศลที่สร้างอานิสงส์อย่างต่อเนื่อง เพราะต้นไม้จะทำหน้าที่ฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างไม่หยุดหย่อน ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการสืบสานวิถีพุทธ แต่ยังเป็นการขับเคลื่อนการรักษาสิ่งแวดล้อมระดับมหภาคอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
วันวิสาขบูชา วันที่ 31 พฤษภาคม 2569
| Item | Quantity | Amount (THB) |
|---|---|---|
| ค่าจัดการกล้าไม้ (หน่วยละ 50 บาท) ครอบคลุม ค่าจัดซื้อกล้าไม้ประเภทต่างๆ (อาทิ พืชผักสวนครัว ไม้ดอก พืชสมุนไพร) ค่าขนส่ง และค่าการบริหารจัดการ | 8,000ต้นกล้า | 400,000.00 |
| Total Amount | 400,000.00 | |
| Taejai support fee (10%) | 40,000.00 | |

ภารกิจหลักขององค์กรคือการขับเคลื่อนสังคมให้หันมาทำบุญด้วยการปลูกต้นไม้กันมากๆ ทั้งในที่ดินของตนเอง วัด และที่สาธารณะใกล้บ้าน ทั้งในเมืองและชนบท ตลอดจนพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม โดยมีการดูแลต่อเนื่องจนต้นไม้เติบใหญ่ เพื่อสร้างถิ่นรมณีย์ และพื้นที่สีเขียวให้เกิดความร่มเย็น รวมทั้งสร้างความสุขสงบเย็นด้วยธรรมะ หรือ”รมณีย์ที่ใจ” จากการที่วัดในประเทศไทยประสบปัญหามีขยะมากจนเป็นภาระในการจัดการ โดยเฉพาะขยะ ดอกไม้ ธูปเทียนจากพิธีกรรม และปัญหาฝุ่นควันพิษจากการจุดธูป ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพของพระสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนที่มาร่วมเวียนเทียนในทุกวันสำคัญทางศาสนา มูลนิธิฯ จึงริเริ่มจัดให้มีการเวียนเทียนด้วยต้นไม้ ครั้งแรกในวันวิสาขบูชา ปี ๒๕๖๓ แต่เกิดการระบาดของ โควิด-19 เสียก่อน จึงต้องระงับการจัดงาน ต่อมาในปี ๒๕๖๕ เมื่อสถานการณ์ของโควิด-19 เบาบางลงแล้ว จึงเริ่มเชิญชวนให้มีการเวียนเทียนด้วยต้นไม้อีกครั้ง ในวันวิสาขบูชาปีนั้น และต่อด้วยวันอาสาฬหบูชา ปรากฏว่ามีวัดต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดรวมกว่า ๗๐ แห่ง ร่วมจัดให้มีการเวียนเทียนด้วยต้นไม้ โดยมีพระอารามหลวงและวัดใหญ่ ๆ ร่วมด้วยดังนี้คือ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามฯ (วัดโพธิ์) วัดอรุณราชวรารามฯ (วัดแจ้ง) วัดโมลีโลกยารามฯ วัดระฆังโฆสิตารามฯ วัดสามพระยา วัดพระราม๙ กาญจนาภิเษก วัดสุทธิวราราม วัดญาณเวศกวัน วัดจากแดง วัดสวนแก้ว และวัดสังฆทาน เป็นต้น ปัจจุบันมีวัดที่ให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมวัดที่เข้าร่วมกิจกรรมสะสมจำนวน ๕๔๒ วัด ทั้งนี้มีสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กว่า ๒๐๐ โรงเรียนสนใจพานักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมในวันอาสาฬหบูชา ๒๕๖๘ ที่ผ่านมา การเวียนเทียนด้วยต้นไม้มีภาคีร่วมจัดกิจกรรมมากกว่า ๑๗ องค์กร ซึ่งมีการร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมไปสู่สังคมวงกว้าง อันประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐ องค์กรภาคเอกชน และภาคประชาสังคมที่มีเป้าหมายเพื่อการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนร่วมกัน
View ProfileCollaborate to fundraise in support of this project
Create a fundraising page