cover_1
New

อิ่มท้อง เติบโต เติมฝัน : อาหารกลางวันเพื่อเด็กชายขอบ

Donations for the project will สนับสนุนค่าอาหารกลางวัน to เด็กชายขอบเปราะบางซ้ำซ้อนอายุ 1-4 ปี ในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนในสวนส้ม120คน

Period of time

Aug 10, 2026 - Sep 30, 2026

Location

ศูนย์เตรียมความพร้อมก่อนวัยเรียนบ้านหล่ายฝาง ปางควาย และสวนส้มจงลักษณ์ Mae Kha, Amphoe Fang, Chiang Mai 50320

SDG Goals

NO POVERTYZERO HUNGERQUALITY EDUCATIONREDUCED INEQUALITIES

Beneficiary groups of the project

Youth
120คน

ภาวะเปราะบางซ้ำซ้อน” ของเด็กปฐมวัย (1-4 ปี) ในครอบครัวแรงงานในภาคการเกษตร ทั้งแรงงานไทย และแรงงานข้ามชาติ ที่ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่  คือเด็กเหล่านี้ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิทางการศึกษาและสุขภาวะที่เหมาะสม เนื่องจากอุปสรรคด้านการสื่อสาร ความห่างไกล และความยากจนที่รุนแรง 

สมาคมฯ เข้ามาแก้ไขผ่านการจัดตั้ง ศูนย์เตรียมความพร้อมเด็กก่อนวัยเรียน เพื่อให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) สำหรับพวกเขา และ“ก้าวแรก” ในการทำลายกำแพงความเหลื่อมล้ำ 

ในปีการศึกษา 2569 เรามีเด็กในความดูแล 120 คน ซึ่งยังขาดแคลนค่าใช้จ่ายอาหารกลางวันมื้อละ 24 บาท เพื่อช่วยให้เด็ก ๆ เหล่านี้เติบโตอย่างเหมาะสม มีสุขภาพร่างกายที่ดี ไม่ขาดสารอาหาร ทำให้พัฒนาศักยภาพได้สมวัยและมีทักษะทัดเทียมเพื่อเข้าสู่ระบบการศึกษาของรัฐได้อย่างราบรื่น

Social issues

สถานการณ์โภชนาการเด็กในประเทศไทยปัจจุบันเข้าขั้นวิกฤต ข้อมูลจาก Health Data Center กระทรวงสาธารณสุข (2564) ระบุว่าเด็กไทยกว่า 40% มีภาวะทุพโภชนาการ ซึ่งส่งผลให้การเจริญเติบโตชะงักงันและระดับสติปัญญาต่ำลง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับเด็กปฐมวัย (1-4 ปี) ในพื้นที่สวนส้ม อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ปัญหานี้รุนแรงกว่าปกติเนื่องจากความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง ทั้งเรื่องช่องว่างด้านสิทธิ สถานะ ความยากจน และความห่างไกลในการเข้าถึงศูนย์เด็กเล็กของหน่วยงานรัฐ

แม้โดยปกติแล้ว ท้องถิ่นมีหน้าที่ดูแล และอุดหนุนให้เด็ก ๆ ในพื้นที่ได้มีการดูแลผ่านศูนย์เด็กเล็ก เพื่อให้เด็กทุกคนในพื้นที่ได้มีพัฒนาการที่ดี ได้เรียนรู้ และได้ทานอาหารที่เหมาะสมตามวัย แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีเด็ก ๆ ลูกหลานแรงงานข้ามชาติในพื้นที่ สวนส้ม อ.ฝาง ส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเข้าถึงสิทธิเหล่านั้นได้ ด้วยปัญหาความยากจน ไม่มีเงินสมทบในการจ่ายค่าดูแลเพิ่มเติมต่าง ๆ ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง หรือแม้กระทั่งปัญหาเรื่องการสื่อสาร ทำให้เด็ก ๆ เหล่านี้ต้องติดตามพ่อแม่เข้าไปที่สวนส้ม ซึ่งเสี่ยงต่ออันตรายจากสารเคมี และทำให้ขาดการศึกษา และอาหารที่เหมาะสม และศูนย์เด็กเล็กบางพื้นที่ปฏิเสธเด็ก ๆ เหล่านี้เนื่องจากเด็กหลายคนไม่มีเอกสารหลักฐานในการยืนยันตัวตน

โครงการนี้ทำหน้าที่เป็น "สะพานเชื่อมโอกาส" โดยใช้โภชนาการเป็นตัวนำเพื่อทำลายวงจรความเหลื่อมล้ำ ดังนี้:

  • ด้านสุขภาวะและสติปัญญา: แก้ไขปัญหาการขาดแคลนโภชนาการที่ถูกต้องสมวัย ช่วยให้เด็ก 120 คนเข้าถึงอาหารปลอดภัย (เฉลี่ย 24 บาท/วัน โดยตัวเลขยึดตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงศึกษาที่จ่ายให้กับค่าอาหารกลางวันของนักเรียนในโรงเรียนรัฐที่มีจำนวนนักเรียนประมาณ 120 คน) เพื่อป้องกันภาวะเตี้ย-ผอม และส่งเสริมพัฒนาการในช่วง "โอกาสทอง" (1-4 ปี)
  • ด้านการศึกษาและการสื่อสาร: ใช้ศูนย์การเรียนเป็นพื้นที่บ่มเพาะทักษะภาษาและสังคม ทลายกำแพงการสื่อสารเพื่อเตรียมความพร้อมให้เด็กสามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาของรัฐได้อย่างราบรื่นและทัดเทียมกับเด็กทั่วไป
  • ด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม: สร้าง Safe Zone ที่เป็นรูปธรรม ปกป้องเด็กจากสารเคมีทางการเกษตรในพื้นที่ทำงานของผู้ปกครอง ลดความเสี่ยงต่อโรคติดต่อไม่เรื้อรังในอนาคต
  • ผลประโยชน์ต่อสังคมอย่างยั่งยืน: ลดปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาในระยะยาว เปลี่ยนจากกลุ่มเป้าหมายที่ "เปราะบาง" ให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพและพึ่งพาตนเองได้ในสังคมไทย

Approaches to addressing issues

  1. วิธีแก้ปัญหา เราใช้โมเดล "ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนเชิงรุก" เพื่อเน้นการแก้ปัญหาดังนี้: • โภชนาการบำบัด: จัดสรรอาหารกลางวันที่มีสารอาหารครบ 5 หมู่ (งบประมาณ 24 บาท/คน/วัน) โดยมีการเก็บข้อมูลน้ำหนัก-ส่วนสูงเพื่อเฝ้าระวังภาวะทุพโภชนาการรายบุคคล และปรับเมนูให้เหมาะสมกับเด็กที่มีภาวะเตี้ยหรือผอม • พื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone): บริหารจัดการการรับ-ส่งเด็กจากชุมชนแรงงานมายังศูนย์ฯ เพื่อดึงเด็กออกจากพื้นที่สวนเกษตรที่มีการใช้สารเคมีเข้มข้น ลดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพเรื้อรัง • หลักสูตรเตรียมความพร้อม : บ่มเพาะทักษะภาษาไทยพื้นฐานและการช่วยเหลือตนเอง เพื่อทลายกำแพงการสื่อสารที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้าสู่ระบบการศึกษาปกติ • ความยั่งยืนโดยชุมชน: พัฒนาทักษะการประกอบอาหารและโภชนาการให้คุณครูและอาสาสมัครผู้ปกครอง พร้อมทั้งส่งเสริมการปลูกผักสวนครัวปลอดภัยในพื้นที่ศูนย์ฯ เพื่อเป็นแหล่งวัตถุดิบเสริมและลดต้นทุน

  2. ผลลัพธที่เคยเกิดขึ้น ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี (ตั้งแต่ พ.ศ. 2545) สมาคมฯ ได้พิสูจน์แล้วว่าโมเดลนี้สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง: • ด้านสุขภาพ: เด็กในความดูแลมีพัฒนาการทางร่างกายสมวัย ลดอัตราการเจ็บป่วยจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจและผิวหนังที่เคยเกิดจากสภาพแวดล้อมในสวนเกษตร • ด้านการศึกษา: เด็กที่ผ่านการเตรียมความพร้อมจากศูนย์ฯ 100% สามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาของรัฐในระดับประถมศึกษาได้อย่างราบรื่น มีทักษะการสื่อสารภาษาไทยและทักษะสังคมทัดเทียมกับเด็กทั่วไป ลดอัตราการหลุดออกจากระบบการศึกษา (Drop-out) ในระยะยาวอย่างเห็นได้ชัด • ด้านสังคม: พ่อแม่แรงงานมีความมั่นใจในความปลอดภัยของลูก ทำให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของครอบครัว

  3. ความแตกต่างจากหน่วยงานอื่น (Competitive Advantage) ความโดดเด่นของโครงการเราที่แตกต่างจากสถานศึกษาของรัฐหรือหน่วยงานอื่น คือ:ความเข้าใจและการเข้าถึง เนื่องจากศูนย์เตรียมความพร้อม ตั้งอยู่ในพื้นที่ ที่มีปัญหา และครูผู้ดูแลเด็ก นั้นล้วนเป็นคนในพื้นที่ ทำให้มีความง่ายต่อการเข้าถึงของกลุ่มแรงงานในพื้นที่ อีกทั้งทำให้ไม่มีปัญหาด้านการสื่อสารกับเด็ก ๆ และผู้ปกครอง

Operational Plan

  1. ระยะที่ 1: การเตรียมการและเก็บข้อมูลพื้นฐาน • บันทึกทะเบียนเด็ก: จัดทำบัญชีรายชื่อเด็กแยกรายบุคคล โดยระบุชื่อ อายุ และวันเกิดที่ชัดเจน • การวัดผลครั้งแรก (Baseline Data): o ชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูงเด็กทุกคนอย่างละเอียด o คำนวณค่า BMI และประเมินสถานะทางโภชนาการตามเกณฑ์กรมอนามัย (เช่น อยู่ในกลุ่มเริ่มอ้วน, สมส่วน, หรือขาดสารอาหาร) • ตรวจสุขภาพเบื้องต้น: บันทึกสภาพร่างกายทั่วไป เช่น ความสดใส สมาธิในการเรียน เพื่อใช้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบเชิงคุณภาพ

  2. ระยะที่ 2: การจัดหาอาหารกลางวันที่ปลอดภัยและมีคุณค่า (ตลอดปีการศึกษา) ดำเนินการจัดเตรียมมื้ออาหารโดยยึดหลัก "Local & Nutritious" • ระบบ Thai School Lunch: ใช้โปรแกรมจัดสำรับอาหารที่คำนวณสารอาหารครบ 5 หมู่ และให้พลังงานเหมาะสมตามช่วงวัย • คัดกรองวัตถุดิบ (Safety First): o เน้นซื้อผักและเนื้อสัตว์จากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ในพื้นที่ หรือโครงการเกษตรอินทรีย์ของชุมชน o ตรวจสอบความสะอาดของโรงครัว ภาชนะ และสุขอนามัยของผู้ปรุงอาหารอย่างสม่ำเสมอ

  3. ระยะที่ 3: ระบบการติดตามและประเมินผล

  4. ระยะที่ 4: สรุปผลและปิดโครงการ (31 ธันวาคม 2569) • Final Assessment: สรุปภาพรวมว่าหลังจากผ่านไปเด็กๆ มีพัฒนาการทางร่างกายเปลี่ยนไปอย่างไร (เช่น "เด็ก 80% มีน้ำหนักและส่วนสูงตามเกณฑ์เพิ่มขึ้น") • Impact Report: รวบรวมข้อมูลตัวเลข (น้ำหนัก/ส่วนสูง) คู่กับสื่อสารคดีที่คุณจัดทำขึ้น เพื่อรายงานความสำเร็จต่อผู้บริจาคและผู้สนับสนุน • ถอดบทเรียน: สรุปปัญหาและอุปสรรคที่พบในการจัดหาอาหาร เพื่อเป็นแนวทางสำหรับปีถัดไป

Budget Plan

ItemQuantityAmount (THB)
ค่าอาหารกลางวันมื้อละ 24 บาท เป็นเวลา 30 วัน

120คน86,400.00
Total Amount86,400.00
Taejai support fee (10%)8,640.00
Total amount raised
95,040.00

Project manager

"เราเชื่อว่า... ความแตกต่างของภาษาและวิถีชีวิต ไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อการได้รับความรัก ความปลอดภัย และโภชนาการที่สมวัย เพราะเด็กทุกคนคืออนาคตที่สำคัญของสังคม" ในพื้นที่เกษตรกรรมของอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ มีกลุ่มแรงงานภาคเกษตรจำนวนมากที่ต้องทำงานในสวนส้มและสวนผลไม้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นครอบครัวที่มีฐานะยากจนและบางครอบครัวก็เป็นแรงงานข้ามชาติ เด็กปฐมวัยอายุ 1-4 ปี ในกลุ่มนี้มักตกอยู่ในภาวะ "เปราะบางซ้ำซ้อน" คือการขาดแคลนสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต และความเสี่ยงจากการติดตามผู้ปกครองไปทำงานท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยสารเคมีทางการเกษตร สมาคมสร้างเสริมเด็กเยาวชน และครอบครัว ซึ่งดำเนินงานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 เล็งเห็นว่า "ช่วงวัย 1-4 ปี คือโอกาสทองของพัฒนาการ" เราจึงจัดตั้งศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนขึ้น 3 แห่ง เพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) ในการบ่มเพาะพื้นฐานทางภาษา สังคม และโภชนาการ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเตรียมความพร้อมให้เด็กกลุ่มนี้สามารถเติบโตและเข้าสู่ระบบการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น กว่า 20 ปี ที่ผ่านมา ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนของเรา สามารถทำหน้าที่เป็น "ก้าวแรก" ที่สำคัญ โดยเฉพาะกับลูกหลานแรงงานข้ามชาติที่ขาดโอกาสในเข้าถึงการเรียนรู้ โครงการในอดีตพิสูจน์แล้วว่า เด็กที่ผ่านการเตรียมความพร้อมจากศูนย์ฯ ของเรา สามารถปรับตัวและเข้าสู่ระบบการศึกษาของรัฐในระดับประถมศึกษาได้อย่างราบรื่น มีทักษะทางสังคมและภาษาที่ทัดเทียมกับเด็กทั่วไป ช่วยลดปัญหาการหลุดออกจากระบบการศึกษาในระยะยาว ปัจจุบัน สมาคมฯ ดูแล ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนจำนวน 3 แห่ง ในพื้นที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ในปีการศึกษา 2569 มีเด็กอยู่ในความดูแลรวม 120 คน ซึ่งงบประมาณในการจัดการศึกษาและดูแลเด็ก ๆ เหล่านี้ ได้ล้วนได้มาจากการระดมทุนจากภาคสังคม และการขายของมือสองที่ได้รับจากการระดมทุนทางสังคม โดยไม่ได้รับการอุดหนุนใด ๆ จากภาคส่วนอื่น ๆ ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนจำเป็นต้องระดมทุนเพื่อสนับสนุน ค่าอาหารกลางวันและนมสำหรับเด็ก ๆ เฉลี่ย วันละ 31 บาทต่อคน เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับโภชนาการที่เหมาะสมตลอดปีการศึกษา ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการให้โอกาสเด็กๆ เหล่านี้ ให้ได้มีโภชนาการที่เพียงพอ พร้อมเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของสังคมในอนาคต และช่วยสร้างความเท่าเทียมและความมั่นคงในสังคมของเรา

View Profile

Create a fundraising page

Collaborate to fundraise in support of this project

Create a fundraising page
icon