เงินบริจาคของคุณจะนำไปสนุนการดูแลต้นไม้ที่ปลูกแบบประณีต 1,000 ต้น ณ ป่าภูหลง ฟื้นฟูป่าต้นน้ำให้กับชุมชนรอบเขตป่าประมาณ500ครัวเรือน
ป่าภูหลง คือป่าดิบแล้งผืนสุดท้ายบนเทือกเขาภูแลนคาและเป็นต้นน้ำลำปะทาว (ส่วนหนึ่งของแม่น้ำชี) ตลอดหลายปีที่ผ่านมามีความพยายามในการฟื้นฟูป่าผืนนี้มาโดยตลอด แต่กลับต้องเผชิญกับอุปสรรคใหญ่คือ "ไฟป่า" ในช่วงฤดูแล้งที่เผาทำลายกล้าไม้ โครงการ “ดูแลต้นไม้ให้ได้ป่า ที่ภูหลง” จึงเกิดขึ้นเพื่อมุ่งเน้นการดูแลต้นไม้จำนวน 1,000 ต้น ที่ได้ทำการปลูกไว้แล้ว (เมื่อ 27 มิถุนายน 2569) บนพื้นที่ 10 ไร่ โดยเปลี่ยนกระบวนทัศน์มาให้ความสำคัญกับ "การดูแลป่าแบบประณีตควบคู่กับการบริหารจัดการเชื้อเพลิง" กองทุนนี้จะถูกนำไปใช้เพื่อดูแลต้นไม้ต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปีเต็ม (กำจัดวัชพืชและรดน้ำ) เพื่อรับประกันว่ากล้าไม้ทุกต้นจะรอดชีวิต เติบโต และกลายเป็นป่าได้อย่างแท้จริง
แม้จะมีความร่วมมือจากหลายภาคส่วนในการปลูกป่าภูหลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2547 แต่พบว่าอัตราการรอดชีวิตของต้นไม้ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากปัญหา "ไฟป่า" สาเหตุหลักของไฟป่าคือ "หญ้าแห้งและวัชพืช" ในพื้นที่ซึ่งกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีในช่วงฤดูแล้ง หากไม่มีการบริหารจัดการเชื้อเพลิงเหล่านี้อย่างเป็นระบบ ต้นไม้ที่ปลูกไว้จะถูกไฟป่าทำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า วงจรการสูญเสียทรัพยากรป่าไม้จึงเกิดขึ้นทุกปี การปลูกเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ หากปราศจากการดูแลอย่างต่อเนื่อง
พระไพศาล วิสาโล ประธานมูลนิธิปลูกต้นไม้ปลูกธรรมะ หนึ่งในคณะสงฆ์ผู้มีส่วนร่วมในการดับไฟ และ ปลูกป่าที่ภูหลงร่วมกับชาวบ้านหลายครั้ง ได้กล่าวถึงป่าภูหลงว่า เมื่อก่อนปัญหาไฟป่าไม่มี เพราะป่าอุดมสมบูรณ์ มีความชื้น แต่ปัจจุบันพื้นที่มีป่าเสื่อมโทรมโดยรอบ จึงทำให้ไฟเกิดขึ้นได้ง่าย
โครงการ มุ่งเน้นการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ระดับสากลจาก "โรงเรียนปลูกป่า" ภายใต้แนวคิด "ดูแลป่าอย่างประณีต" ตลอดระยะเวลา 3 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดที่ตัดสินการรอดชีวิตของกล้าไม้ ดังนี้: - มุ่งเน้นการบริหารจัดการเชื้อเพลิง: ดำเนินการตัดหญ้าเพื่อลดโอกาสเกิดไฟป่า ควบคู่กับการกำจัดวัชพืชอย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้แย่งอาหารกล้าไม้ - การจัดการความแล้ง: จัดระบบรดน้ำอย่างต่อเนื่องในช่วงฤดูแล้ง เพื่อให้กล้าไม้รอดตายจากความแห้งแล้ง ผลลัพธ์ที่คาดหวังเมื่อดำเนินการตามวิธีการดังกล่าว: เชิงปริมาณ: ต้นไม้จำนวน 1,000 ต้น ในพื้นที่ 10 ไร่ ได้รับการดูแลต่อเนื่องอย่างเป็นระบบ (ตัดหญ้า 24 ครั้ง และรดน้ำ 30 ครั้ง ตลอดระยะเวลา 3 ปี) เชิงคุณภาพ: - กล้าไม้มีอัตราการรอดชีวิตสูงและเติบโตเป็นโครงสร้างป่าที่สมบูรณ์ - สามารถควบคุมและลดความเสียหายจากไฟป่าในพื้นที่ภูหลงได้อย่างเป็นรูปธรรม - สร้างต้นแบบในการดูแลและรักษาพื้นที่ป่าอย่างยั่งยืนในอนาคต
การดูแลรักษาเพื่อความยั่งยืน (กรกฎาคม 2569 - ปี 2572) - ฤดูฝน (มิถุนายน - พฤศจิกายน): ดำเนินการกำจัดวัชพืชเพื่อไม่ให้แย่งอาหารกล้าไม้ - ก่อนเข้าฤดูแล้ง: ทำการ "ตัดหญ้าครั้งสุดท้าย" เพื่อกำจัดเชื้อเพลิงเด็ดขาด ป้องกันไฟป่า (ดำเนินการตัดหญ้ารวม 8 ครั้ง/ปี) - ฤดูแล้ง (ธันวาคม - พฤษภาคม): จัดระบบรดน้ำอย่างต่อเนื่อง 10 ครั้ง/ปี เพื่อให้กล้าไม้รอดตายจากความแห้งแล้ง
| รายการ | จำนวน | จำนวนเงิน (บาท) |
|---|---|---|
| การดูแลหลังการปลูก (ระยะเวลา 3 ปี) ค่าดูแลหลังการปลูกป่าภูหลง 10 ไร่ เป็นเวลา 3 ปี (ปี 2569-2572) งานตัดหญ้าในฤดูฝนปีละ 8 ครั้ง × 20,000 บ.× 3 ปี = 480,000 บ. งานรดน้ำในหน้าแล้งปีละ 10 ครั้ง × 3,000 บ. × 3 ปี = 90,000 บ. | 1,000ต้น | 570,000.00 |
| รวมเป็นเงินทั้งหมด | 570,000.00 | |
| ค่าสนับสนุนเทใจ (10%) | 57,000.00 | |

ภารกิจหลักขององค์กรคือการขับเคลื่อนสังคมให้หันมาทำบุญด้วยการปลูกต้นไม้กันมากๆ ทั้งในที่ดินของตนเอง วัด และที่สาธารณะใกล้บ้าน ทั้งในเมืองและชนบท ตลอดจนพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม โดยมีการดูแลต่อเนื่องจนต้นไม้เติบใหญ่ เพื่อสร้างถิ่นรมณีย์ และพื้นที่สีเขียวให้เกิดความร่มเย็น รวมทั้งสร้างความสุขสงบเย็นด้วยธรรมะ หรือ”รมณีย์ที่ใจ” จากการที่วัดในประเทศไทยประสบปัญหามีขยะมากจนเป็นภาระในการจัดการ โดยเฉพาะขยะ ดอกไม้ ธูปเทียนจากพิธีกรรม และปัญหาฝุ่นควันพิษจากการจุดธูป ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพของพระสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนที่มาร่วมเวียนเทียนในทุกวันสำคัญทางศาสนา มูลนิธิฯ จึงริเริ่มจัดให้มีการเวียนเทียนด้วยต้นไม้ ครั้งแรกในวันวิสาขบูชา ปี ๒๕๖๓ แต่เกิดการระบาดของ โควิด-19 เสียก่อน จึงต้องระงับการจัดงาน ต่อมาในปี ๒๕๖๕ เมื่อสถานการณ์ของโควิด-19 เบาบางลงแล้ว จึงเริ่มเชิญชวนให้มีการเวียนเทียนด้วยต้นไม้อีกครั้ง ในวันวิสาขบูชาปีนั้น และต่อด้วยวันอาสาฬหบูชา ปรากฏว่ามีวัดต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดรวมกว่า ๗๐ แห่ง ร่วมจัดให้มีการเวียนเทียนด้วยต้นไม้ โดยมีพระอารามหลวงและวัดใหญ่ ๆ ร่วมด้วยดังนี้คือ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามฯ (วัดโพธิ์) วัดอรุณราชวรารามฯ (วัดแจ้ง) วัดโมลีโลกยารามฯ วัดระฆังโฆสิตารามฯ วัดสามพระยา วัดพระราม๙ กาญจนาภิเษก วัดสุทธิวราราม วัดญาณเวศกวัน วัดจากแดง วัดสวนแก้ว และวัดสังฆทาน เป็นต้น ปัจจุบันมีวัดที่ให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมวัดที่เข้าร่วมกิจกรรมสะสมจำนวน ๕๔๒ วัด ทั้งนี้มีสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กว่า ๒๐๐ โรงเรียนสนใจพานักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมในวันอาสาฬหบูชา ๒๕๖๘ ที่ผ่านมา การเวียนเทียนด้วยต้นไม้มีภาคีร่วมจัดกิจกรรมมากกว่า ๑๗ องค์กร ซึ่งมีการร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมไปสู่สังคมวงกว้าง อันประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐ องค์กรภาคเอกชน และภาคประชาสังคมที่มีเป้าหมายเพื่อการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนร่วมกัน
ดูโปรไฟล์ร่วมกันระดมทุนเพื่อสนับสนุนโครงการนี้
สร้างเพจระดมทุนให้โครงการนี้